รายงานข่าวที่น่าสนใจวันนี้ บริษัท Better Place ได้เปิดเผยต้นแบบของเทคโนโลยีการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ที่โยโกฮาม่าในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะสามารถสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อันใหม่ให้กับรถยนต์ ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว โดยหลังจากเปลี่ยนแบตฯเรียบร้อยแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถวิ่งต่อไปได้ทันที
เทคโนโลยีของระบบการทำงานดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญของแผนธุรกิจ Better Place ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาสถานีรีชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อให้บริการกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยรัฐมนตรีกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของญ๊่ปุ่นได้ชมการสาธิตในโยโกฮา ม่า ซึ่งในการสาธิตจะมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้กับต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่ทาง Better Place ได้สร้างขึ้นในสหรัฐ โดยใช้ตัวถังของรถยนต์นิสสัน
สำหรับ การทำงานของระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยอัตโนมัติจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่า นั้น ซึ่ง Better Place บอกว่า ระบบสามารถปลดแบตเตอรี่ที่หมดแล้วออกจากตัวรถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็สามารถแทนที่ด้วยแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้ว โดยผู้ขับไม่จำเป็นต้องออกมาจากตัวรถเลยตลอดขั้นตอนการให้บริการ ความลับของการทำงานก็คือ หุ่นยนต์ลำเลียงแบตเตอรี่สองตัว โดยตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ถอดแบตเตอรี่อันเก่าออกไปชาร์จ(เพื่อไว้ใช้กับรถยนต์ ไฟฟ้าคันอื่น) ส่วนอีกตัวหนึ่งจะลำเลียงแบตฯที่ชาร์จเต็มแล้วเข้าไปใส่ใต้ท้องรถให้แทน ในส่วนของการสาธิตการทำงาน คุณผู้อ่านสามารถรับชมได้จากคลิปที่อยู่ข้างล่างนี้
วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
MiFi "ฮอตสปอต"ติดตัวอัจฉริยะ
หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า WiFi (วายฟาย) บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายสาธารณะที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อไร้สาย คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือเน็ตบุ๊กเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายในอณาบริเวณที่ได้รับการติด ตั้งฮอตสปอต แต่สำหรับคำว่า MiFi (มายฟาย) คงจะไม่คุ้นหูใครหลายๆ คนแน่นอน ว่าแต่เจ้า MiFi คืออะไรล่ะ?
MiFi ไม่ใช่ชื่อย่อของเทคโนโลยี แต่ป็นชื่อเรียกแก็ดเจ็ดใหม่ล่าสุดจากบริษัท Novatel Wireless โดยนิยามสั้นๆ ของมันก็คือ "ฮอตสปอตเคลื่อนที่อัจฉริยะ" อาจจะรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับนิยามของอุปกรณ์ ไฮเทคชิ้นนี้ เพราะตามปกติฮอตสปอตจะได้รับการติดตั้งตามจุดต่างๆ มากกว่าที่มันจะเคลื่อนที่ไปเรื่อย แต่สำหรับเจ้า MiFi มันสามารถตามติดไปกับคุณได้ทุกที่
แต่ เอาเป็นว่า ก่อนที่จะงงกันไปใหญ่ เรามาดูรายละเอียดของอุปกรณ์ชิ้นนี้กันดีกว่า MiFi ประกอบด้วยเราท์เตอร์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ 3G โดยมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิตพกพาใส่กระเป๋าเสื้อได้อย่างสบายๆ ผลลัพธ์ก็คือทำให้ผู้ใช้มีวายฟายฮอตสปอตไปใช้งานที่ไหนก็ได้นั่นเอง เราท์เตอร์ MiFi จะมีแบตเตอรี่สำหรับการทำงานอยู่ภายใน ซึ่งเมื่อชาร์จจนเต็มจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 4 ชั่วโมง หรือสแตนด์บาย 40 ชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเน็ตที่ไหนก็ได้ โดยเชื่อมต่อไร้สายผ่านตัวมันด้วยเทคโนโลยี 3G แล้ว MiFi ยังสนับสนุนการใช้ VPN ตลอดจนการซิงค์อีเมล์โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งค่าการทำงาน
Novatel Wireless ให้ข้อมูลว่า MiFi จะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ในการติดตังแต่อย่างใด ผู้ใช้เพียงแค่ตั้งค่าเน็ตเวิร์กไร้สายบนพีซีให้เข้ากับ MiFi ก็เป็นอันเรียบร้อย ทางบริษัจจะขาย MiFi ไปกับผู้บริการอย่าง AT&T, Verizon และ Sprint ประเด็นใหญ่ที่ MiFi ต้องเจอก็คือ ค่าแบรนด์วิดธ์รายเดือน เนื่องจาก MiFi จะแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือ(3G)ไปอยู่ในรูปของสํญญาณ WiFi ที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 5 คน ดังนั้น ค่าบริการจะสูงขึ้นอันเนื่องจากการใช้แบรนด์วิดธิที่มากขึ้นนั่นเอง
MiFi ไม่ใช่ชื่อย่อของเทคโนโลยี แต่ป็นชื่อเรียกแก็ดเจ็ดใหม่ล่าสุดจากบริษัท Novatel Wireless โดยนิยามสั้นๆ ของมันก็คือ "ฮอตสปอตเคลื่อนที่อัจฉริยะ" อาจจะรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับนิยามของอุปกรณ์ ไฮเทคชิ้นนี้ เพราะตามปกติฮอตสปอตจะได้รับการติดตั้งตามจุดต่างๆ มากกว่าที่มันจะเคลื่อนที่ไปเรื่อย แต่สำหรับเจ้า MiFi มันสามารถตามติดไปกับคุณได้ทุกที่
แต่ เอาเป็นว่า ก่อนที่จะงงกันไปใหญ่ เรามาดูรายละเอียดของอุปกรณ์ชิ้นนี้กันดีกว่า MiFi ประกอบด้วยเราท์เตอร์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ 3G โดยมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิตพกพาใส่กระเป๋าเสื้อได้อย่างสบายๆ ผลลัพธ์ก็คือทำให้ผู้ใช้มีวายฟายฮอตสปอตไปใช้งานที่ไหนก็ได้นั่นเอง เราท์เตอร์ MiFi จะมีแบตเตอรี่สำหรับการทำงานอยู่ภายใน ซึ่งเมื่อชาร์จจนเต็มจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 4 ชั่วโมง หรือสแตนด์บาย 40 ชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเน็ตที่ไหนก็ได้ โดยเชื่อมต่อไร้สายผ่านตัวมันด้วยเทคโนโลยี 3G แล้ว MiFi ยังสนับสนุนการใช้ VPN ตลอดจนการซิงค์อีเมล์โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งค่าการทำงาน
Novatel Wireless ให้ข้อมูลว่า MiFi จะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ในการติดตังแต่อย่างใด ผู้ใช้เพียงแค่ตั้งค่าเน็ตเวิร์กไร้สายบนพีซีให้เข้ากับ MiFi ก็เป็นอันเรียบร้อย ทางบริษัจจะขาย MiFi ไปกับผู้บริการอย่าง AT&T, Verizon และ Sprint ประเด็นใหญ่ที่ MiFi ต้องเจอก็คือ ค่าแบรนด์วิดธ์รายเดือน เนื่องจาก MiFi จะแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือ(3G)ไปอยู่ในรูปของสํญญาณ WiFi ที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 5 คน ดังนั้น ค่าบริการจะสูงขึ้นอันเนื่องจากการใช้แบรนด์วิดธิที่มากขึ้นนั่นเอง
ผู้ค้าแอนตี้ไวรัสเล็งตลาดไอโฟนแอพฯ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า McAfee และ Symantec สองบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส และระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อใช้บน iPhone ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของ Apple
Dave DeWalt ซีอีโอของ MacAfee กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ขณะนีทางบริษัทกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับมือถือ iPhone และคอมพิวเตอร์ Mac เพื่อปกป้องอุปกรณ์ทั้งสองของผู้ใช้กลุ่มนี้ให้ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ที่รออยู่บนเน็ต "เรากำลังพัฒนาชุดซอฟต์แวร์ suite สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple" ซึ่งนอกจากแนวทางการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแล้ว ทางบริษัทยังจะเน้นการทำตลาดซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การท่องเน็ตมีความปลอดภัย ตลอดจนซอฟต์แวร์การเข้ารหัสข้อมูล
ผล จากความสำเร็จและเป็นทีนิยมของ iPhone ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายบริษัทซอฟต์แวร์ต่างเร่งรีบที่จะพัฒนาโปรแกรมให้สามารถทำงานบน อุปกรณ์ตัวนี้ ยอดการดาวน์โหลดโปรแกรมกว่าพันล้านครั้งจาก App Store ของ Apple ภายใน 9 เดือน ซึ่งนอจาก McAfee แล้ว อันดับหนึ่งอย่าง Symantec ก็กำลังพัฒนาแอพพลิเคชันบน iPhone ด้วยเหมือนกัน แต่่จะเป็นบริการสำรอง และปกป้องข้อมูลที่อยู่ในมือถือ iPhone โดยผู้ใช้ iPhone จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่บนพีซี หรือเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ตาม แนวทางของซอฟต์แวร์ที่ Symantec กำลังพัฒนาอยู่นั้น ดูท่าจะเป็นการแข่งขันกับบริการ MobileMe ของ Apple โดยตรง เนื่องจากมันช่วยสำรองข้อมูลต่างๆ ซึ่งรวมถึงอีเมล์ และบริการอื่นๆ ด้วย Trollope รองประธานอาวุโสบริษัท Symantec กล่าวกับรอยเตอร์ว่า บริษัทได้ติตตามความเคลื่อนไหวของ iPhone โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทก็ยังไม่มีแผนที่จะแนะนำซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยตัวใหม่สำหรับ iPhone ในอนาคตอันใกล้
ทางด้าน McAfee ก็ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอนของการผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยบน iPhone ด้วยเหมือนกัน (ต่างดูท่าทีกันพอสมควร) รวมถึงยังไม่ได้บอกว่า จะมีผลิตภัณฑ์อะไรบ้างของทางบริษัทที่จะเจาะตลาดสมาร์ทโฟน เพียงแต่กล่าวว่า "ยิ่ง (ไอโฟน หรือสมาร์ทโฟน) มีแอพพลิเคชันให้ใช้งานมากเท่าไร ภัยคุกคามของระบบรักษาความาปลอดภัยก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะภัยคุกคาม(จากการขโมยและสวมรอยใช้)ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอจนความเสียหายของข้อมูล"
Dave DeWalt ซีอีโอของ MacAfee กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ขณะนีทางบริษัทกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับมือถือ iPhone และคอมพิวเตอร์ Mac เพื่อปกป้องอุปกรณ์ทั้งสองของผู้ใช้กลุ่มนี้ให้ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ที่รออยู่บนเน็ต "เรากำลังพัฒนาชุดซอฟต์แวร์ suite สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple" ซึ่งนอกจากแนวทางการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแล้ว ทางบริษัทยังจะเน้นการทำตลาดซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การท่องเน็ตมีความปลอดภัย ตลอดจนซอฟต์แวร์การเข้ารหัสข้อมูล
ผล จากความสำเร็จและเป็นทีนิยมของ iPhone ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายบริษัทซอฟต์แวร์ต่างเร่งรีบที่จะพัฒนาโปรแกรมให้สามารถทำงานบน อุปกรณ์ตัวนี้ ยอดการดาวน์โหลดโปรแกรมกว่าพันล้านครั้งจาก App Store ของ Apple ภายใน 9 เดือน ซึ่งนอจาก McAfee แล้ว อันดับหนึ่งอย่าง Symantec ก็กำลังพัฒนาแอพพลิเคชันบน iPhone ด้วยเหมือนกัน แต่่จะเป็นบริการสำรอง และปกป้องข้อมูลที่อยู่ในมือถือ iPhone โดยผู้ใช้ iPhone จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่บนพีซี หรือเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ตาม แนวทางของซอฟต์แวร์ที่ Symantec กำลังพัฒนาอยู่นั้น ดูท่าจะเป็นการแข่งขันกับบริการ MobileMe ของ Apple โดยตรง เนื่องจากมันช่วยสำรองข้อมูลต่างๆ ซึ่งรวมถึงอีเมล์ และบริการอื่นๆ ด้วย Trollope รองประธานอาวุโสบริษัท Symantec กล่าวกับรอยเตอร์ว่า บริษัทได้ติตตามความเคลื่อนไหวของ iPhone โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทก็ยังไม่มีแผนที่จะแนะนำซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยตัวใหม่สำหรับ iPhone ในอนาคตอันใกล้
ทางด้าน McAfee ก็ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอนของการผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยบน iPhone ด้วยเหมือนกัน (ต่างดูท่าทีกันพอสมควร) รวมถึงยังไม่ได้บอกว่า จะมีผลิตภัณฑ์อะไรบ้างของทางบริษัทที่จะเจาะตลาดสมาร์ทโฟน เพียงแต่กล่าวว่า "ยิ่ง (ไอโฟน หรือสมาร์ทโฟน) มีแอพพลิเคชันให้ใช้งานมากเท่าไร ภัยคุกคามของระบบรักษาความาปลอดภัยก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะภัยคุกคาม(จากการขโมยและสวมรอยใช้)ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอจนความเสียหายของข้อมูล"
Adobe แก้บั๊ก PDF Reader แล้ว
เมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้วได้มีรายงานข่าวพบข้อผิดพลาดร้ายแรงของ Adobe Reader และ Adobe Acrobat ซึ่งมีสาเหตมาจากคุณสมบัติการทำงานร่วมกับ JavaScript โดยส่งผลกระทบกับผู้ใช้โปรแกรมดังกล่าวทุกแพลตฟอร์ม (Windows, Mac, Linux และ Unix) ที่สำคัญคือ พบว่ามีการใช้ข้อผิดพลาดที่ว่านี้บนอินเทอร์เน็ตแล้วด้วย ล่าสุดทางอะโดบี้ได้อัพเดตแอพฯ ทั้งสอง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Adobe ได้ให้สัญญากับผู้ใช้โปรแกรม Adobe Acrobat และ Adobe Reader ว่าจะพยายามแก้ปัญหาช่องโหว่ร้ายแรงดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน ซึ่งด้วยระยะเวลาแค่สองสัปดาห์ทางบริษัทก็สามารถแก้ไขให้กับผู้ใช้เป็นที่ เรียบร้อยแล้ว สำหรับบั๊กแรกที่ได้รับการแก้ไขจะพบในขั้นตอนที่ Acrobat เรียกใช้ JavaScript ด้วยเมธอด "getAnnots()" ซึ่งผู้ไม่หวังดีสามารถใช้เจาะผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้ ส่วนบั๊กที่สองจะพบเฉพาะในแพลตฟอร์ม UNIX เท่านั้น โดยจะเกิดขึ้นเวลาเรียกเมธอด "customDictionaryOpen()"
สำ หรับบั๊กดังกล่าวจะพบใน Adobe Reader 9.1 และ Acrobat 9.1 รวมถึงเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ส่วนเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขแล้วจะเป็น 9.1.1, 8.1.5 และ 7.1.2 ผู้ใช้สามารถอ่านคำแนะนำพร้อมลิงค์ดาวน์โหลดโปรแกรมที่ได้รับการแก้ไขแล้ว ได้ที่ Adobe's advisory ส่วนกรณีที่ผู้ใช้ที่ไม่สามารถอัพเดตได้ ทางบริษัทแนะนำให้ปิดฟังก์ชัน JavaScript เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
Adobe ได้ให้สัญญากับผู้ใช้โปรแกรม Adobe Acrobat และ Adobe Reader ว่าจะพยายามแก้ปัญหาช่องโหว่ร้ายแรงดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน ซึ่งด้วยระยะเวลาแค่สองสัปดาห์ทางบริษัทก็สามารถแก้ไขให้กับผู้ใช้เป็นที่ เรียบร้อยแล้ว สำหรับบั๊กแรกที่ได้รับการแก้ไขจะพบในขั้นตอนที่ Acrobat เรียกใช้ JavaScript ด้วยเมธอด "getAnnots()" ซึ่งผู้ไม่หวังดีสามารถใช้เจาะผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้ ส่วนบั๊กที่สองจะพบเฉพาะในแพลตฟอร์ม UNIX เท่านั้น โดยจะเกิดขึ้นเวลาเรียกเมธอด "customDictionaryOpen()"
สำ หรับบั๊กดังกล่าวจะพบใน Adobe Reader 9.1 และ Acrobat 9.1 รวมถึงเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ส่วนเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขแล้วจะเป็น 9.1.1, 8.1.5 และ 7.1.2 ผู้ใช้สามารถอ่านคำแนะนำพร้อมลิงค์ดาวน์โหลดโปรแกรมที่ได้รับการแก้ไขแล้ว ได้ที่ Adobe's advisory ส่วนกรณีที่ผู้ใช้ที่ไม่สามารถอัพเดตได้ ทางบริษัทแนะนำให้ปิดฟังก์ชัน JavaScript เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการ โน้ตบุ๊ค MSI X-Slim บางเฉียบที่สุดในโลก
ถ้าคุณมีคำถามว่า จะมีโน้ตบุ๊คเครื่องไหนที่แฝงไว้ด้วยแฟชั่นอย่างเต็มตัวและมีรูปร่างบางเบา เป็นพิเศษ โน้ตบุ๊คตระกูล MSI X-Slim series สามารถตอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ ด้วยคุณสมบัติที่ยากจะอดใจ ในสนนราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม!
เปิดตัวแล้ววันนี้ MSI X-Slim series โน้ตบุ๊คหน้าจอ 13 นิ้ว ที่เบาและบางเฉียบที่สุดในโลก หลังจากเคยสร้างความฮือฮามาแล้วในงาน CES จัดขึ้นในเดือนมกราคมของปีนี้ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โน้ตบุ๊คสุดฮิบตระกูล MSI X-Slim รุ่น X340 วัดส่วนที่บางเฉียบที่สุดเพียง 6 มิลลิเมตร และส่วนที่หนาสุดเพียง 20 มิลลิเมตร เบาหวิวด้วยน้ำหนักเครื่องรวมแบตเตอรี่เพียง 1.3 กิโลกรัม
MSI ใส่ความเป็นแฟชั่นให้กับโน้ตบุ๊คตระกูล MSI X-Slim และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้งานโดยฉีกหนีจากความจำเจของการเป็นโน้ตบุ๊คที่ ต้องใช้สีเดียวเท่านั้น มาพร้อมดีไซน์เด่นสะดุดตาเพื่อให้เจ้าของเป็นเป้าสายตาจากคนรอบข้าง ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมา ทำให้ MSI กลายเป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊คระดับแนวหน้าที่โดดเด่นด้านสไตล์เมื่อเทียบกับคู่ แข่ง โน้ตบุ๊คบางเฉียบตระกูล MSI X-Slim เป็นการผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายแต่หรูและมีสไตล์ พร้อมแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ ผนวกรวมเข้ากับเทคโนโลยีความล้ำหน้าของโลกมัลติมีเดีย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
msi
ครั้งแรกกับ โน๊ตบุคจอภาพ 13 นิ้วแบบ 16:9 ไวด์สกรีน
โน้ต บุ๊คบางเฉียบตระกูล MSI X-Slim รุ่น X340 มาพร้อมหน้าจอแอลซีดี 13 นิ้ว จัดอยู่ในกลุ่มของโน้ตบุ๊คหน้าจอ 12 นิ้วหรือเล็กกว่า X340 มอบความสะดวกสบายในการทำงานมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อมูลบนหน้าจอหรือการใช้งานอื่นๆ เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว ทั้งยังมีน้ำหนักที่เบากว่า ด้วยจอภาพแบบโรงภาพยนตร์ที่มีอัตราส่วน 16:9 ทำให้มีพื้นที่การใช้งานที่มากกว่า ไม่ว่าจะใช้สำหรับการชมภาพยนตร์ที่ทำให้แถบดำทั้งบนและล่างที่มักจะพบในจอ อัตราส่วนแบบ 16:10 หายไปแล้ว ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงในทุกมุมมองได้อย่าง เต็มอรรถรส
X340 เลือกใช้เทคโนโลยีจอภาพแบบ LED จึงประหยัดพลังงานมากกว่า ให้สีสรรที่สวยงาม สว่างคมชัด และมีคุณภาพสูงสำหรับการแสดงภาพที่มากกว่าจอแอลซีดีธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้น มอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานได้ดีเยี่ยม โดยใช้พลังงานน้อยทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป
ครบทุกพอร์ตกับความบางเฉียบที่สุดเพียง 6 มม.
X340 เพียบพร้อมด้วยพอร์ตใช้งานสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 2 ช่อง, HDMI, ไมโครโฟน, ชุดหูฟัง, ช่องต่อจอแสดงผลภายนอกแบบ D-Sub, RJ-45 และช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำ สำหรับช่องเสียบไมโครโฟนนั้นสามารถเปลี่ยนให้ทำงานกับชุดหูฟังได้อัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ใดใช้งานอยู่เพื่อประโยชน์ที่หลากหลาย เช่น การแบ่งปันความบันเทิงกับคนอื่นๆ ขณะที่ช่องต่อแบบ HDMI ช่องสัญญาณแบบดิจิตอลที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงถึง 5 GB ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงด้วยเคเบิ้ลเพียงเส้นเดียว
msi
5 ทางเลือกกับเรื่องพลังงาน
X340 มาพร้อมกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันได้ถึง 5 แบบ ไม่ว่าจะเป็น office, gaming, movies, presentation, และ turbo battery โดยสภาพการใช้งานของแต่ละรูปแบบนั้นจะแตกต่างกันไปในเรื่องของความสว่างของ หน้าจอและเวลาในการแสดงผลหน้าจอ ทำให้พลังงานที่มีอยู่สามารถใช้งานได้อย่างยึดหยุ่นและทำงานได้นานกว่าเดิม จุดเด่นของ X340 ดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานได้มากขึ้น
X340 เสริมพลังสุดยอดด้วยเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุด Intel® Centrino® Processor โดยเลือกใช้ Intel® Core™2 Solo ULV Processor และชิบเซ็ต Intel® GS45 + ICH9M-SFF เพื่อประโยชน์ของอายุแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
ครบเครื่องเรื่องไร้สาย
X340 มาพร้อมกับเทคโนโลยีไร้สายล่าสุดอย่าง IEEE 802.16e WiMAX™(เฉพาะรุ่น) ที่เป็นรูปแบบของการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่มีรูปแบบของการใช้งานที่ หลากหลายกว่า ช่วยให้ผู้ใช้งานออนไลน์ได้เร็วขึ้นและทำได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีคำว่าพลาดจากข้อมูลข่าวสารด้วยบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบ WiMAX™
msi
นอก จากนี้ X340 ยังติดตั้ง Wi-Fi® 802.11b /g/n สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย เพื่อตอบสนองการใช้งานแบบไร้สายได้อย่างครบถ้วนหลากหลายรูปแบบการใช้งาน X340 ยังติดตั้งเทคโนโลยีไร้สาย Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ, ชุดหูฟังไร้สาย, พีดีเอ สามารถบอกลาปัญหาจุกจิกและยุ่งเหยิงของเคเบิ้ลต่างๆ ไปได้เลย
เปิดตัวแล้ววันนี้ MSI X-Slim series โน้ตบุ๊คหน้าจอ 13 นิ้ว ที่เบาและบางเฉียบที่สุดในโลก หลังจากเคยสร้างความฮือฮามาแล้วในงาน CES จัดขึ้นในเดือนมกราคมของปีนี้ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โน้ตบุ๊คสุดฮิบตระกูล MSI X-Slim รุ่น X340 วัดส่วนที่บางเฉียบที่สุดเพียง 6 มิลลิเมตร และส่วนที่หนาสุดเพียง 20 มิลลิเมตร เบาหวิวด้วยน้ำหนักเครื่องรวมแบตเตอรี่เพียง 1.3 กิโลกรัม
MSI ใส่ความเป็นแฟชั่นให้กับโน้ตบุ๊คตระกูล MSI X-Slim และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้งานโดยฉีกหนีจากความจำเจของการเป็นโน้ตบุ๊คที่ ต้องใช้สีเดียวเท่านั้น มาพร้อมดีไซน์เด่นสะดุดตาเพื่อให้เจ้าของเป็นเป้าสายตาจากคนรอบข้าง ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมา ทำให้ MSI กลายเป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊คระดับแนวหน้าที่โดดเด่นด้านสไตล์เมื่อเทียบกับคู่ แข่ง โน้ตบุ๊คบางเฉียบตระกูล MSI X-Slim เป็นการผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายแต่หรูและมีสไตล์ พร้อมแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ ผนวกรวมเข้ากับเทคโนโลยีความล้ำหน้าของโลกมัลติมีเดีย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
msi
ครั้งแรกกับ โน๊ตบุคจอภาพ 13 นิ้วแบบ 16:9 ไวด์สกรีน
โน้ต บุ๊คบางเฉียบตระกูล MSI X-Slim รุ่น X340 มาพร้อมหน้าจอแอลซีดี 13 นิ้ว จัดอยู่ในกลุ่มของโน้ตบุ๊คหน้าจอ 12 นิ้วหรือเล็กกว่า X340 มอบความสะดวกสบายในการทำงานมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อมูลบนหน้าจอหรือการใช้งานอื่นๆ เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว ทั้งยังมีน้ำหนักที่เบากว่า ด้วยจอภาพแบบโรงภาพยนตร์ที่มีอัตราส่วน 16:9 ทำให้มีพื้นที่การใช้งานที่มากกว่า ไม่ว่าจะใช้สำหรับการชมภาพยนตร์ที่ทำให้แถบดำทั้งบนและล่างที่มักจะพบในจอ อัตราส่วนแบบ 16:10 หายไปแล้ว ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงในทุกมุมมองได้อย่าง เต็มอรรถรส
X340 เลือกใช้เทคโนโลยีจอภาพแบบ LED จึงประหยัดพลังงานมากกว่า ให้สีสรรที่สวยงาม สว่างคมชัด และมีคุณภาพสูงสำหรับการแสดงภาพที่มากกว่าจอแอลซีดีธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้น มอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานได้ดีเยี่ยม โดยใช้พลังงานน้อยทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป
ครบทุกพอร์ตกับความบางเฉียบที่สุดเพียง 6 มม.
X340 เพียบพร้อมด้วยพอร์ตใช้งานสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 2 ช่อง, HDMI, ไมโครโฟน, ชุดหูฟัง, ช่องต่อจอแสดงผลภายนอกแบบ D-Sub, RJ-45 และช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำ สำหรับช่องเสียบไมโครโฟนนั้นสามารถเปลี่ยนให้ทำงานกับชุดหูฟังได้อัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ใดใช้งานอยู่เพื่อประโยชน์ที่หลากหลาย เช่น การแบ่งปันความบันเทิงกับคนอื่นๆ ขณะที่ช่องต่อแบบ HDMI ช่องสัญญาณแบบดิจิตอลที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงถึง 5 GB ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงด้วยเคเบิ้ลเพียงเส้นเดียว
msi
5 ทางเลือกกับเรื่องพลังงาน
X340 มาพร้อมกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันได้ถึง 5 แบบ ไม่ว่าจะเป็น office, gaming, movies, presentation, และ turbo battery โดยสภาพการใช้งานของแต่ละรูปแบบนั้นจะแตกต่างกันไปในเรื่องของความสว่างของ หน้าจอและเวลาในการแสดงผลหน้าจอ ทำให้พลังงานที่มีอยู่สามารถใช้งานได้อย่างยึดหยุ่นและทำงานได้นานกว่าเดิม จุดเด่นของ X340 ดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานได้มากขึ้น
X340 เสริมพลังสุดยอดด้วยเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุด Intel® Centrino® Processor โดยเลือกใช้ Intel® Core™2 Solo ULV Processor และชิบเซ็ต Intel® GS45 + ICH9M-SFF เพื่อประโยชน์ของอายุแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
ครบเครื่องเรื่องไร้สาย
X340 มาพร้อมกับเทคโนโลยีไร้สายล่าสุดอย่าง IEEE 802.16e WiMAX™(เฉพาะรุ่น) ที่เป็นรูปแบบของการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่มีรูปแบบของการใช้งานที่ หลากหลายกว่า ช่วยให้ผู้ใช้งานออนไลน์ได้เร็วขึ้นและทำได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีคำว่าพลาดจากข้อมูลข่าวสารด้วยบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบ WiMAX™
msi
นอก จากนี้ X340 ยังติดตั้ง Wi-Fi® 802.11b /g/n สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย เพื่อตอบสนองการใช้งานแบบไร้สายได้อย่างครบถ้วนหลากหลายรูปแบบการใช้งาน X340 ยังติดตั้งเทคโนโลยีไร้สาย Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ, ชุดหูฟังไร้สาย, พีดีเอ สามารถบอกลาปัญหาจุกจิกและยุ่งเหยิงของเคเบิ้ลต่างๆ ไปได้เลย
HP เรียกคืนแบตฯโน้ตบุ๊กร้อนเกิน!!!
หลังจากที่มีรายงานข่าวแจ้ง แบตเตอรี่ในโน้ตบุ๊กร้อนเกินจนเกิดประกายไฟออกมา 2 ราย ทางหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า บริษัทเอชพี (HP) จะเรียกคืนแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมอิออนบางส่วนจาก 70,000 ก้อนที่ไปพร้อมกับโนตบุ๊ก HP และ Compaq หลายรุ่นด้วยกัน
สำ หรับแบตฯที่เรียกคืนจะพบอยู่ในโน้ตบุ๊กรุ่นต่างๆ ซึี่งได้แก่ HP Pavilions 9 รุ่น Compaq Presarios 9 รุ่น HPs 2 รุ่น และ HP Compaq 1 รุ่น รวมทั้งสิ้น 21 รุ่น โดยจะเป็นโน้ตบุ๊กที่ได้จำหน่ายออกไปในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2007 และมีนาคม 2008 ในส่วนของรายละเอียดทั้งหมดสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ CPSC
ทั้ง นี้รายงานเกียวกับปัญหาที่พบในแบตเตอรี่จะแยกเป็น 2 กรณีนั่นคือ "ความร้อนเกิน" กับ "แบตเตอรี่แตก" ซึ่งทั้งสองกรณีจะเกิดประกายไฟที่ทำให้โน้ตบุ๊กเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีการบาดเจ็บเกิดขึ้น" รายงานจากหน่วยงานคุ้มครอบผู้บริโภค ทางด้าน HP ได้แนะนำให้ผู้บริโภคทีใช้โน้ตบุ๊ก ซึ่งมีแบตเตอรี่อยู่ในรายการ"เรียกคืน"ให้ถอดแบตฯออกจากโน้ตบุ๊ก และติดต่อ HP เพื่อสอบถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยทางบริษัทจะเปลียนแบตเตอรีให้ฟรี รายละเอียดของเงื่อนไขต่างๆ จะอยู่ในเว็บ Battery Replacement Program
HP เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาคล้ายๆ กันในอุตสาหกรรมนั่นคือ การเรียกคืนแบตเตอรี่ที่มีปัญหา โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว Sony ก็ได้เรียกคืนแบตเตอรี่ร้อนเกินเป็นจำนวนสูงถึง 100,000 ก้อน
สำ หรับแบตฯที่เรียกคืนจะพบอยู่ในโน้ตบุ๊กรุ่นต่างๆ ซึี่งได้แก่ HP Pavilions 9 รุ่น Compaq Presarios 9 รุ่น HPs 2 รุ่น และ HP Compaq 1 รุ่น รวมทั้งสิ้น 21 รุ่น โดยจะเป็นโน้ตบุ๊กที่ได้จำหน่ายออกไปในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2007 และมีนาคม 2008 ในส่วนของรายละเอียดทั้งหมดสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ CPSC
ทั้ง นี้รายงานเกียวกับปัญหาที่พบในแบตเตอรี่จะแยกเป็น 2 กรณีนั่นคือ "ความร้อนเกิน" กับ "แบตเตอรี่แตก" ซึ่งทั้งสองกรณีจะเกิดประกายไฟที่ทำให้โน้ตบุ๊กเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีการบาดเจ็บเกิดขึ้น" รายงานจากหน่วยงานคุ้มครอบผู้บริโภค ทางด้าน HP ได้แนะนำให้ผู้บริโภคทีใช้โน้ตบุ๊ก ซึ่งมีแบตเตอรี่อยู่ในรายการ"เรียกคืน"ให้ถอดแบตฯออกจากโน้ตบุ๊ก และติดต่อ HP เพื่อสอบถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยทางบริษัทจะเปลียนแบตเตอรีให้ฟรี รายละเอียดของเงื่อนไขต่างๆ จะอยู่ในเว็บ Battery Replacement Program
HP เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาคล้ายๆ กันในอุตสาหกรรมนั่นคือ การเรียกคืนแบตเตอรี่ที่มีปัญหา โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว Sony ก็ได้เรียกคืนแบตเตอรี่ร้อนเกินเป็นจำนวนสูงถึง 100,000 ก้อน
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
แปลงเว็บไซต์เป็นแอพฯบนเดสก์ทอป
Mozilla Labs ซุ่มพัฒนา Prism มาตั้งแต่ 8 เดือนที่แล้ว โดยเป็นบริการเสริมให้กับบราวเซอร์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยน "เว็บแอพพลิเคชันไปเป็นเดกส์ทอปแอพพลิเคชัน" หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันสามารถแปลงบริการของเว็บต่างๆ ให้กลายร่างเป็นโปรแกรมใช้งานบนเดสก์ทอปได้นั่นเอง
Prism 1.0 บริการแปลงร่างแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผู้ใช้ชื่นชอบให้กลายเป็นแอพพลิเคชันแยกต่างหาก และสามารถเรียกใช้งานได้จากบนเดสก์ทอป โดยผู้ใช้สามารถกำหนดรูปแบบต่างๆ ของแอพพลิเคชันที่ปรากฎบนเดสก์ทอปให้สอดคล้องกับการทำงานของเว็บแอพพลิเคชันที่ต้องการได้
ในเวอร์ชันล่าสุดที่เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะมีการเพิ่มเติมความสามารถที่น่าสนใจอีกด้วย อย่างเช่น การกำหนดให้เว็บแอพฯที่แปลงร่างแล้วสามารถแสดงข้อความแจ้งเตือน เหมือนแอพพลิเคชันที่ใช้งานบนเดสก์ทอป ตลอดจนความสามารถในการอัพเดตโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถลบ history ของ user names และ passwords ออกได้ อย่างไรก็ตาม Prism ถูกออกแบบมา เพื่อใช้กับเว็บแอพพลิเคชันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะทำงานได้กับทุกเว็บไซต์ สำหรับหน้าตาของแอพฯที่แปลงร่างแล้วจะเป็นอย่างไร ลองชมตัวอย่างการใช้งาน Prism แปลง YouTube เป็นแอพพลิเคชันจากใน Safari ดูนะครับ
Prism 1.0 บริการแปลงร่างแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผู้ใช้ชื่นชอบให้กลายเป็นแอพพลิเคชันแยกต่างหาก และสามารถเรียกใช้งานได้จากบนเดสก์ทอป โดยผู้ใช้สามารถกำหนดรูปแบบต่างๆ ของแอพพลิเคชันที่ปรากฎบนเดสก์ทอปให้สอดคล้องกับการทำงานของเว็บแอพพลิเคชันที่ต้องการได้
ในเวอร์ชันล่าสุดที่เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะมีการเพิ่มเติมความสามารถที่น่าสนใจอีกด้วย อย่างเช่น การกำหนดให้เว็บแอพฯที่แปลงร่างแล้วสามารถแสดงข้อความแจ้งเตือน เหมือนแอพพลิเคชันที่ใช้งานบนเดสก์ทอป ตลอดจนความสามารถในการอัพเดตโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถลบ history ของ user names และ passwords ออกได้ อย่างไรก็ตาม Prism ถูกออกแบบมา เพื่อใช้กับเว็บแอพพลิเคชันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะทำงานได้กับทุกเว็บไซต์ สำหรับหน้าตาของแอพฯที่แปลงร่างแล้วจะเป็นอย่างไร ลองชมตัวอย่างการใช้งาน Prism แปลง YouTube เป็นแอพพลิเคชันจากใน Safari ดูนะครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)