รายงานข่าวที่น่าสนใจวันนี้ บริษัท Better Place ได้เปิดเผยต้นแบบของเทคโนโลยีการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ที่โยโกฮาม่าในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะสามารถสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อันใหม่ให้กับรถยนต์ ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว โดยหลังจากเปลี่ยนแบตฯเรียบร้อยแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถวิ่งต่อไปได้ทันที
เทคโนโลยีของระบบการทำงานดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญของแผนธุรกิจ Better Place ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาสถานีรีชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อให้บริการกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยรัฐมนตรีกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของญ๊่ปุ่นได้ชมการสาธิตในโยโกฮา ม่า ซึ่งในการสาธิตจะมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้กับต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่ทาง Better Place ได้สร้างขึ้นในสหรัฐ โดยใช้ตัวถังของรถยนต์นิสสัน
สำหรับ การทำงานของระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยอัตโนมัติจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่า นั้น ซึ่ง Better Place บอกว่า ระบบสามารถปลดแบตเตอรี่ที่หมดแล้วออกจากตัวรถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็สามารถแทนที่ด้วยแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้ว โดยผู้ขับไม่จำเป็นต้องออกมาจากตัวรถเลยตลอดขั้นตอนการให้บริการ ความลับของการทำงานก็คือ หุ่นยนต์ลำเลียงแบตเตอรี่สองตัว โดยตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ถอดแบตเตอรี่อันเก่าออกไปชาร์จ(เพื่อไว้ใช้กับรถยนต์ ไฟฟ้าคันอื่น) ส่วนอีกตัวหนึ่งจะลำเลียงแบตฯที่ชาร์จเต็มแล้วเข้าไปใส่ใต้ท้องรถให้แทน ในส่วนของการสาธิตการทำงาน คุณผู้อ่านสามารถรับชมได้จากคลิปที่อยู่ข้างล่างนี้
วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
MiFi "ฮอตสปอต"ติดตัวอัจฉริยะ
หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า WiFi (วายฟาย) บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายสาธารณะที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อไร้สาย คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือเน็ตบุ๊กเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายในอณาบริเวณที่ได้รับการติด ตั้งฮอตสปอต แต่สำหรับคำว่า MiFi (มายฟาย) คงจะไม่คุ้นหูใครหลายๆ คนแน่นอน ว่าแต่เจ้า MiFi คืออะไรล่ะ?
MiFi ไม่ใช่ชื่อย่อของเทคโนโลยี แต่ป็นชื่อเรียกแก็ดเจ็ดใหม่ล่าสุดจากบริษัท Novatel Wireless โดยนิยามสั้นๆ ของมันก็คือ "ฮอตสปอตเคลื่อนที่อัจฉริยะ" อาจจะรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับนิยามของอุปกรณ์ ไฮเทคชิ้นนี้ เพราะตามปกติฮอตสปอตจะได้รับการติดตั้งตามจุดต่างๆ มากกว่าที่มันจะเคลื่อนที่ไปเรื่อย แต่สำหรับเจ้า MiFi มันสามารถตามติดไปกับคุณได้ทุกที่
แต่ เอาเป็นว่า ก่อนที่จะงงกันไปใหญ่ เรามาดูรายละเอียดของอุปกรณ์ชิ้นนี้กันดีกว่า MiFi ประกอบด้วยเราท์เตอร์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ 3G โดยมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิตพกพาใส่กระเป๋าเสื้อได้อย่างสบายๆ ผลลัพธ์ก็คือทำให้ผู้ใช้มีวายฟายฮอตสปอตไปใช้งานที่ไหนก็ได้นั่นเอง เราท์เตอร์ MiFi จะมีแบตเตอรี่สำหรับการทำงานอยู่ภายใน ซึ่งเมื่อชาร์จจนเต็มจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 4 ชั่วโมง หรือสแตนด์บาย 40 ชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเน็ตที่ไหนก็ได้ โดยเชื่อมต่อไร้สายผ่านตัวมันด้วยเทคโนโลยี 3G แล้ว MiFi ยังสนับสนุนการใช้ VPN ตลอดจนการซิงค์อีเมล์โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งค่าการทำงาน
Novatel Wireless ให้ข้อมูลว่า MiFi จะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ในการติดตังแต่อย่างใด ผู้ใช้เพียงแค่ตั้งค่าเน็ตเวิร์กไร้สายบนพีซีให้เข้ากับ MiFi ก็เป็นอันเรียบร้อย ทางบริษัจจะขาย MiFi ไปกับผู้บริการอย่าง AT&T, Verizon และ Sprint ประเด็นใหญ่ที่ MiFi ต้องเจอก็คือ ค่าแบรนด์วิดธ์รายเดือน เนื่องจาก MiFi จะแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือ(3G)ไปอยู่ในรูปของสํญญาณ WiFi ที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 5 คน ดังนั้น ค่าบริการจะสูงขึ้นอันเนื่องจากการใช้แบรนด์วิดธิที่มากขึ้นนั่นเอง
MiFi ไม่ใช่ชื่อย่อของเทคโนโลยี แต่ป็นชื่อเรียกแก็ดเจ็ดใหม่ล่าสุดจากบริษัท Novatel Wireless โดยนิยามสั้นๆ ของมันก็คือ "ฮอตสปอตเคลื่อนที่อัจฉริยะ" อาจจะรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับนิยามของอุปกรณ์ ไฮเทคชิ้นนี้ เพราะตามปกติฮอตสปอตจะได้รับการติดตั้งตามจุดต่างๆ มากกว่าที่มันจะเคลื่อนที่ไปเรื่อย แต่สำหรับเจ้า MiFi มันสามารถตามติดไปกับคุณได้ทุกที่
แต่ เอาเป็นว่า ก่อนที่จะงงกันไปใหญ่ เรามาดูรายละเอียดของอุปกรณ์ชิ้นนี้กันดีกว่า MiFi ประกอบด้วยเราท์เตอร์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ 3G โดยมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิตพกพาใส่กระเป๋าเสื้อได้อย่างสบายๆ ผลลัพธ์ก็คือทำให้ผู้ใช้มีวายฟายฮอตสปอตไปใช้งานที่ไหนก็ได้นั่นเอง เราท์เตอร์ MiFi จะมีแบตเตอรี่สำหรับการทำงานอยู่ภายใน ซึ่งเมื่อชาร์จจนเต็มจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 4 ชั่วโมง หรือสแตนด์บาย 40 ชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเน็ตที่ไหนก็ได้ โดยเชื่อมต่อไร้สายผ่านตัวมันด้วยเทคโนโลยี 3G แล้ว MiFi ยังสนับสนุนการใช้ VPN ตลอดจนการซิงค์อีเมล์โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งค่าการทำงาน
Novatel Wireless ให้ข้อมูลว่า MiFi จะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ในการติดตังแต่อย่างใด ผู้ใช้เพียงแค่ตั้งค่าเน็ตเวิร์กไร้สายบนพีซีให้เข้ากับ MiFi ก็เป็นอันเรียบร้อย ทางบริษัจจะขาย MiFi ไปกับผู้บริการอย่าง AT&T, Verizon และ Sprint ประเด็นใหญ่ที่ MiFi ต้องเจอก็คือ ค่าแบรนด์วิดธ์รายเดือน เนื่องจาก MiFi จะแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือ(3G)ไปอยู่ในรูปของสํญญาณ WiFi ที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 5 คน ดังนั้น ค่าบริการจะสูงขึ้นอันเนื่องจากการใช้แบรนด์วิดธิที่มากขึ้นนั่นเอง
ผู้ค้าแอนตี้ไวรัสเล็งตลาดไอโฟนแอพฯ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า McAfee และ Symantec สองบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส และระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อใช้บน iPhone ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของ Apple
Dave DeWalt ซีอีโอของ MacAfee กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ขณะนีทางบริษัทกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับมือถือ iPhone และคอมพิวเตอร์ Mac เพื่อปกป้องอุปกรณ์ทั้งสองของผู้ใช้กลุ่มนี้ให้ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ที่รออยู่บนเน็ต "เรากำลังพัฒนาชุดซอฟต์แวร์ suite สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple" ซึ่งนอกจากแนวทางการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแล้ว ทางบริษัทยังจะเน้นการทำตลาดซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การท่องเน็ตมีความปลอดภัย ตลอดจนซอฟต์แวร์การเข้ารหัสข้อมูล
ผล จากความสำเร็จและเป็นทีนิยมของ iPhone ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายบริษัทซอฟต์แวร์ต่างเร่งรีบที่จะพัฒนาโปรแกรมให้สามารถทำงานบน อุปกรณ์ตัวนี้ ยอดการดาวน์โหลดโปรแกรมกว่าพันล้านครั้งจาก App Store ของ Apple ภายใน 9 เดือน ซึ่งนอจาก McAfee แล้ว อันดับหนึ่งอย่าง Symantec ก็กำลังพัฒนาแอพพลิเคชันบน iPhone ด้วยเหมือนกัน แต่่จะเป็นบริการสำรอง และปกป้องข้อมูลที่อยู่ในมือถือ iPhone โดยผู้ใช้ iPhone จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่บนพีซี หรือเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ตาม แนวทางของซอฟต์แวร์ที่ Symantec กำลังพัฒนาอยู่นั้น ดูท่าจะเป็นการแข่งขันกับบริการ MobileMe ของ Apple โดยตรง เนื่องจากมันช่วยสำรองข้อมูลต่างๆ ซึ่งรวมถึงอีเมล์ และบริการอื่นๆ ด้วย Trollope รองประธานอาวุโสบริษัท Symantec กล่าวกับรอยเตอร์ว่า บริษัทได้ติตตามความเคลื่อนไหวของ iPhone โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทก็ยังไม่มีแผนที่จะแนะนำซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยตัวใหม่สำหรับ iPhone ในอนาคตอันใกล้
ทางด้าน McAfee ก็ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอนของการผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยบน iPhone ด้วยเหมือนกัน (ต่างดูท่าทีกันพอสมควร) รวมถึงยังไม่ได้บอกว่า จะมีผลิตภัณฑ์อะไรบ้างของทางบริษัทที่จะเจาะตลาดสมาร์ทโฟน เพียงแต่กล่าวว่า "ยิ่ง (ไอโฟน หรือสมาร์ทโฟน) มีแอพพลิเคชันให้ใช้งานมากเท่าไร ภัยคุกคามของระบบรักษาความาปลอดภัยก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะภัยคุกคาม(จากการขโมยและสวมรอยใช้)ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอจนความเสียหายของข้อมูล"
Dave DeWalt ซีอีโอของ MacAfee กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ขณะนีทางบริษัทกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับมือถือ iPhone และคอมพิวเตอร์ Mac เพื่อปกป้องอุปกรณ์ทั้งสองของผู้ใช้กลุ่มนี้ให้ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ที่รออยู่บนเน็ต "เรากำลังพัฒนาชุดซอฟต์แวร์ suite สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple" ซึ่งนอกจากแนวทางการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแล้ว ทางบริษัทยังจะเน้นการทำตลาดซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การท่องเน็ตมีความปลอดภัย ตลอดจนซอฟต์แวร์การเข้ารหัสข้อมูล
ผล จากความสำเร็จและเป็นทีนิยมของ iPhone ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายบริษัทซอฟต์แวร์ต่างเร่งรีบที่จะพัฒนาโปรแกรมให้สามารถทำงานบน อุปกรณ์ตัวนี้ ยอดการดาวน์โหลดโปรแกรมกว่าพันล้านครั้งจาก App Store ของ Apple ภายใน 9 เดือน ซึ่งนอจาก McAfee แล้ว อันดับหนึ่งอย่าง Symantec ก็กำลังพัฒนาแอพพลิเคชันบน iPhone ด้วยเหมือนกัน แต่่จะเป็นบริการสำรอง และปกป้องข้อมูลที่อยู่ในมือถือ iPhone โดยผู้ใช้ iPhone จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่บนพีซี หรือเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ตาม แนวทางของซอฟต์แวร์ที่ Symantec กำลังพัฒนาอยู่นั้น ดูท่าจะเป็นการแข่งขันกับบริการ MobileMe ของ Apple โดยตรง เนื่องจากมันช่วยสำรองข้อมูลต่างๆ ซึ่งรวมถึงอีเมล์ และบริการอื่นๆ ด้วย Trollope รองประธานอาวุโสบริษัท Symantec กล่าวกับรอยเตอร์ว่า บริษัทได้ติตตามความเคลื่อนไหวของ iPhone โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทก็ยังไม่มีแผนที่จะแนะนำซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยตัวใหม่สำหรับ iPhone ในอนาคตอันใกล้
ทางด้าน McAfee ก็ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอนของการผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยบน iPhone ด้วยเหมือนกัน (ต่างดูท่าทีกันพอสมควร) รวมถึงยังไม่ได้บอกว่า จะมีผลิตภัณฑ์อะไรบ้างของทางบริษัทที่จะเจาะตลาดสมาร์ทโฟน เพียงแต่กล่าวว่า "ยิ่ง (ไอโฟน หรือสมาร์ทโฟน) มีแอพพลิเคชันให้ใช้งานมากเท่าไร ภัยคุกคามของระบบรักษาความาปลอดภัยก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะภัยคุกคาม(จากการขโมยและสวมรอยใช้)ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอจนความเสียหายของข้อมูล"
Adobe แก้บั๊ก PDF Reader แล้ว
เมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้วได้มีรายงานข่าวพบข้อผิดพลาดร้ายแรงของ Adobe Reader และ Adobe Acrobat ซึ่งมีสาเหตมาจากคุณสมบัติการทำงานร่วมกับ JavaScript โดยส่งผลกระทบกับผู้ใช้โปรแกรมดังกล่าวทุกแพลตฟอร์ม (Windows, Mac, Linux และ Unix) ที่สำคัญคือ พบว่ามีการใช้ข้อผิดพลาดที่ว่านี้บนอินเทอร์เน็ตแล้วด้วย ล่าสุดทางอะโดบี้ได้อัพเดตแอพฯ ทั้งสอง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Adobe ได้ให้สัญญากับผู้ใช้โปรแกรม Adobe Acrobat และ Adobe Reader ว่าจะพยายามแก้ปัญหาช่องโหว่ร้ายแรงดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน ซึ่งด้วยระยะเวลาแค่สองสัปดาห์ทางบริษัทก็สามารถแก้ไขให้กับผู้ใช้เป็นที่ เรียบร้อยแล้ว สำหรับบั๊กแรกที่ได้รับการแก้ไขจะพบในขั้นตอนที่ Acrobat เรียกใช้ JavaScript ด้วยเมธอด "getAnnots()" ซึ่งผู้ไม่หวังดีสามารถใช้เจาะผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้ ส่วนบั๊กที่สองจะพบเฉพาะในแพลตฟอร์ม UNIX เท่านั้น โดยจะเกิดขึ้นเวลาเรียกเมธอด "customDictionaryOpen()"
สำ หรับบั๊กดังกล่าวจะพบใน Adobe Reader 9.1 และ Acrobat 9.1 รวมถึงเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ส่วนเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขแล้วจะเป็น 9.1.1, 8.1.5 และ 7.1.2 ผู้ใช้สามารถอ่านคำแนะนำพร้อมลิงค์ดาวน์โหลดโปรแกรมที่ได้รับการแก้ไขแล้ว ได้ที่ Adobe's advisory ส่วนกรณีที่ผู้ใช้ที่ไม่สามารถอัพเดตได้ ทางบริษัทแนะนำให้ปิดฟังก์ชัน JavaScript เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
Adobe ได้ให้สัญญากับผู้ใช้โปรแกรม Adobe Acrobat และ Adobe Reader ว่าจะพยายามแก้ปัญหาช่องโหว่ร้ายแรงดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน ซึ่งด้วยระยะเวลาแค่สองสัปดาห์ทางบริษัทก็สามารถแก้ไขให้กับผู้ใช้เป็นที่ เรียบร้อยแล้ว สำหรับบั๊กแรกที่ได้รับการแก้ไขจะพบในขั้นตอนที่ Acrobat เรียกใช้ JavaScript ด้วยเมธอด "getAnnots()" ซึ่งผู้ไม่หวังดีสามารถใช้เจาะผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้ ส่วนบั๊กที่สองจะพบเฉพาะในแพลตฟอร์ม UNIX เท่านั้น โดยจะเกิดขึ้นเวลาเรียกเมธอด "customDictionaryOpen()"
สำ หรับบั๊กดังกล่าวจะพบใน Adobe Reader 9.1 และ Acrobat 9.1 รวมถึงเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ส่วนเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขแล้วจะเป็น 9.1.1, 8.1.5 และ 7.1.2 ผู้ใช้สามารถอ่านคำแนะนำพร้อมลิงค์ดาวน์โหลดโปรแกรมที่ได้รับการแก้ไขแล้ว ได้ที่ Adobe's advisory ส่วนกรณีที่ผู้ใช้ที่ไม่สามารถอัพเดตได้ ทางบริษัทแนะนำให้ปิดฟังก์ชัน JavaScript เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการ โน้ตบุ๊ค MSI X-Slim บางเฉียบที่สุดในโลก
ถ้าคุณมีคำถามว่า จะมีโน้ตบุ๊คเครื่องไหนที่แฝงไว้ด้วยแฟชั่นอย่างเต็มตัวและมีรูปร่างบางเบา เป็นพิเศษ โน้ตบุ๊คตระกูล MSI X-Slim series สามารถตอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ ด้วยคุณสมบัติที่ยากจะอดใจ ในสนนราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม!
เปิดตัวแล้ววันนี้ MSI X-Slim series โน้ตบุ๊คหน้าจอ 13 นิ้ว ที่เบาและบางเฉียบที่สุดในโลก หลังจากเคยสร้างความฮือฮามาแล้วในงาน CES จัดขึ้นในเดือนมกราคมของปีนี้ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โน้ตบุ๊คสุดฮิบตระกูล MSI X-Slim รุ่น X340 วัดส่วนที่บางเฉียบที่สุดเพียง 6 มิลลิเมตร และส่วนที่หนาสุดเพียง 20 มิลลิเมตร เบาหวิวด้วยน้ำหนักเครื่องรวมแบตเตอรี่เพียง 1.3 กิโลกรัม
MSI ใส่ความเป็นแฟชั่นให้กับโน้ตบุ๊คตระกูล MSI X-Slim และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้งานโดยฉีกหนีจากความจำเจของการเป็นโน้ตบุ๊คที่ ต้องใช้สีเดียวเท่านั้น มาพร้อมดีไซน์เด่นสะดุดตาเพื่อให้เจ้าของเป็นเป้าสายตาจากคนรอบข้าง ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมา ทำให้ MSI กลายเป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊คระดับแนวหน้าที่โดดเด่นด้านสไตล์เมื่อเทียบกับคู่ แข่ง โน้ตบุ๊คบางเฉียบตระกูล MSI X-Slim เป็นการผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายแต่หรูและมีสไตล์ พร้อมแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ ผนวกรวมเข้ากับเทคโนโลยีความล้ำหน้าของโลกมัลติมีเดีย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
msi
ครั้งแรกกับ โน๊ตบุคจอภาพ 13 นิ้วแบบ 16:9 ไวด์สกรีน
โน้ต บุ๊คบางเฉียบตระกูล MSI X-Slim รุ่น X340 มาพร้อมหน้าจอแอลซีดี 13 นิ้ว จัดอยู่ในกลุ่มของโน้ตบุ๊คหน้าจอ 12 นิ้วหรือเล็กกว่า X340 มอบความสะดวกสบายในการทำงานมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อมูลบนหน้าจอหรือการใช้งานอื่นๆ เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว ทั้งยังมีน้ำหนักที่เบากว่า ด้วยจอภาพแบบโรงภาพยนตร์ที่มีอัตราส่วน 16:9 ทำให้มีพื้นที่การใช้งานที่มากกว่า ไม่ว่าจะใช้สำหรับการชมภาพยนตร์ที่ทำให้แถบดำทั้งบนและล่างที่มักจะพบในจอ อัตราส่วนแบบ 16:10 หายไปแล้ว ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงในทุกมุมมองได้อย่าง เต็มอรรถรส
X340 เลือกใช้เทคโนโลยีจอภาพแบบ LED จึงประหยัดพลังงานมากกว่า ให้สีสรรที่สวยงาม สว่างคมชัด และมีคุณภาพสูงสำหรับการแสดงภาพที่มากกว่าจอแอลซีดีธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้น มอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานได้ดีเยี่ยม โดยใช้พลังงานน้อยทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป
ครบทุกพอร์ตกับความบางเฉียบที่สุดเพียง 6 มม.
X340 เพียบพร้อมด้วยพอร์ตใช้งานสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 2 ช่อง, HDMI, ไมโครโฟน, ชุดหูฟัง, ช่องต่อจอแสดงผลภายนอกแบบ D-Sub, RJ-45 และช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำ สำหรับช่องเสียบไมโครโฟนนั้นสามารถเปลี่ยนให้ทำงานกับชุดหูฟังได้อัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ใดใช้งานอยู่เพื่อประโยชน์ที่หลากหลาย เช่น การแบ่งปันความบันเทิงกับคนอื่นๆ ขณะที่ช่องต่อแบบ HDMI ช่องสัญญาณแบบดิจิตอลที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงถึง 5 GB ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงด้วยเคเบิ้ลเพียงเส้นเดียว
msi
5 ทางเลือกกับเรื่องพลังงาน
X340 มาพร้อมกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันได้ถึง 5 แบบ ไม่ว่าจะเป็น office, gaming, movies, presentation, และ turbo battery โดยสภาพการใช้งานของแต่ละรูปแบบนั้นจะแตกต่างกันไปในเรื่องของความสว่างของ หน้าจอและเวลาในการแสดงผลหน้าจอ ทำให้พลังงานที่มีอยู่สามารถใช้งานได้อย่างยึดหยุ่นและทำงานได้นานกว่าเดิม จุดเด่นของ X340 ดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานได้มากขึ้น
X340 เสริมพลังสุดยอดด้วยเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุด Intel® Centrino® Processor โดยเลือกใช้ Intel® Core™2 Solo ULV Processor และชิบเซ็ต Intel® GS45 + ICH9M-SFF เพื่อประโยชน์ของอายุแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
ครบเครื่องเรื่องไร้สาย
X340 มาพร้อมกับเทคโนโลยีไร้สายล่าสุดอย่าง IEEE 802.16e WiMAX™(เฉพาะรุ่น) ที่เป็นรูปแบบของการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่มีรูปแบบของการใช้งานที่ หลากหลายกว่า ช่วยให้ผู้ใช้งานออนไลน์ได้เร็วขึ้นและทำได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีคำว่าพลาดจากข้อมูลข่าวสารด้วยบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบ WiMAX™
msi
นอก จากนี้ X340 ยังติดตั้ง Wi-Fi® 802.11b /g/n สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย เพื่อตอบสนองการใช้งานแบบไร้สายได้อย่างครบถ้วนหลากหลายรูปแบบการใช้งาน X340 ยังติดตั้งเทคโนโลยีไร้สาย Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ, ชุดหูฟังไร้สาย, พีดีเอ สามารถบอกลาปัญหาจุกจิกและยุ่งเหยิงของเคเบิ้ลต่างๆ ไปได้เลย
เปิดตัวแล้ววันนี้ MSI X-Slim series โน้ตบุ๊คหน้าจอ 13 นิ้ว ที่เบาและบางเฉียบที่สุดในโลก หลังจากเคยสร้างความฮือฮามาแล้วในงาน CES จัดขึ้นในเดือนมกราคมของปีนี้ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โน้ตบุ๊คสุดฮิบตระกูล MSI X-Slim รุ่น X340 วัดส่วนที่บางเฉียบที่สุดเพียง 6 มิลลิเมตร และส่วนที่หนาสุดเพียง 20 มิลลิเมตร เบาหวิวด้วยน้ำหนักเครื่องรวมแบตเตอรี่เพียง 1.3 กิโลกรัม
MSI ใส่ความเป็นแฟชั่นให้กับโน้ตบุ๊คตระกูล MSI X-Slim และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้งานโดยฉีกหนีจากความจำเจของการเป็นโน้ตบุ๊คที่ ต้องใช้สีเดียวเท่านั้น มาพร้อมดีไซน์เด่นสะดุดตาเพื่อให้เจ้าของเป็นเป้าสายตาจากคนรอบข้าง ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมา ทำให้ MSI กลายเป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊คระดับแนวหน้าที่โดดเด่นด้านสไตล์เมื่อเทียบกับคู่ แข่ง โน้ตบุ๊คบางเฉียบตระกูล MSI X-Slim เป็นการผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายแต่หรูและมีสไตล์ พร้อมแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ ผนวกรวมเข้ากับเทคโนโลยีความล้ำหน้าของโลกมัลติมีเดีย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
msi
ครั้งแรกกับ โน๊ตบุคจอภาพ 13 นิ้วแบบ 16:9 ไวด์สกรีน
โน้ต บุ๊คบางเฉียบตระกูล MSI X-Slim รุ่น X340 มาพร้อมหน้าจอแอลซีดี 13 นิ้ว จัดอยู่ในกลุ่มของโน้ตบุ๊คหน้าจอ 12 นิ้วหรือเล็กกว่า X340 มอบความสะดวกสบายในการทำงานมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อมูลบนหน้าจอหรือการใช้งานอื่นๆ เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว ทั้งยังมีน้ำหนักที่เบากว่า ด้วยจอภาพแบบโรงภาพยนตร์ที่มีอัตราส่วน 16:9 ทำให้มีพื้นที่การใช้งานที่มากกว่า ไม่ว่าจะใช้สำหรับการชมภาพยนตร์ที่ทำให้แถบดำทั้งบนและล่างที่มักจะพบในจอ อัตราส่วนแบบ 16:10 หายไปแล้ว ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงในทุกมุมมองได้อย่าง เต็มอรรถรส
X340 เลือกใช้เทคโนโลยีจอภาพแบบ LED จึงประหยัดพลังงานมากกว่า ให้สีสรรที่สวยงาม สว่างคมชัด และมีคุณภาพสูงสำหรับการแสดงภาพที่มากกว่าจอแอลซีดีธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้น มอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานได้ดีเยี่ยม โดยใช้พลังงานน้อยทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป
ครบทุกพอร์ตกับความบางเฉียบที่สุดเพียง 6 มม.
X340 เพียบพร้อมด้วยพอร์ตใช้งานสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 2 ช่อง, HDMI, ไมโครโฟน, ชุดหูฟัง, ช่องต่อจอแสดงผลภายนอกแบบ D-Sub, RJ-45 และช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำ สำหรับช่องเสียบไมโครโฟนนั้นสามารถเปลี่ยนให้ทำงานกับชุดหูฟังได้อัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ใดใช้งานอยู่เพื่อประโยชน์ที่หลากหลาย เช่น การแบ่งปันความบันเทิงกับคนอื่นๆ ขณะที่ช่องต่อแบบ HDMI ช่องสัญญาณแบบดิจิตอลที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงถึง 5 GB ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงด้วยเคเบิ้ลเพียงเส้นเดียว
msi
5 ทางเลือกกับเรื่องพลังงาน
X340 มาพร้อมกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันได้ถึง 5 แบบ ไม่ว่าจะเป็น office, gaming, movies, presentation, และ turbo battery โดยสภาพการใช้งานของแต่ละรูปแบบนั้นจะแตกต่างกันไปในเรื่องของความสว่างของ หน้าจอและเวลาในการแสดงผลหน้าจอ ทำให้พลังงานที่มีอยู่สามารถใช้งานได้อย่างยึดหยุ่นและทำงานได้นานกว่าเดิม จุดเด่นของ X340 ดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานได้มากขึ้น
X340 เสริมพลังสุดยอดด้วยเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุด Intel® Centrino® Processor โดยเลือกใช้ Intel® Core™2 Solo ULV Processor และชิบเซ็ต Intel® GS45 + ICH9M-SFF เพื่อประโยชน์ของอายุแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
ครบเครื่องเรื่องไร้สาย
X340 มาพร้อมกับเทคโนโลยีไร้สายล่าสุดอย่าง IEEE 802.16e WiMAX™(เฉพาะรุ่น) ที่เป็นรูปแบบของการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่มีรูปแบบของการใช้งานที่ หลากหลายกว่า ช่วยให้ผู้ใช้งานออนไลน์ได้เร็วขึ้นและทำได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีคำว่าพลาดจากข้อมูลข่าวสารด้วยบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบ WiMAX™
msi
นอก จากนี้ X340 ยังติดตั้ง Wi-Fi® 802.11b /g/n สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย เพื่อตอบสนองการใช้งานแบบไร้สายได้อย่างครบถ้วนหลากหลายรูปแบบการใช้งาน X340 ยังติดตั้งเทคโนโลยีไร้สาย Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ, ชุดหูฟังไร้สาย, พีดีเอ สามารถบอกลาปัญหาจุกจิกและยุ่งเหยิงของเคเบิ้ลต่างๆ ไปได้เลย
HP เรียกคืนแบตฯโน้ตบุ๊กร้อนเกิน!!!
หลังจากที่มีรายงานข่าวแจ้ง แบตเตอรี่ในโน้ตบุ๊กร้อนเกินจนเกิดประกายไฟออกมา 2 ราย ทางหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า บริษัทเอชพี (HP) จะเรียกคืนแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมอิออนบางส่วนจาก 70,000 ก้อนที่ไปพร้อมกับโนตบุ๊ก HP และ Compaq หลายรุ่นด้วยกัน
สำ หรับแบตฯที่เรียกคืนจะพบอยู่ในโน้ตบุ๊กรุ่นต่างๆ ซึี่งได้แก่ HP Pavilions 9 รุ่น Compaq Presarios 9 รุ่น HPs 2 รุ่น และ HP Compaq 1 รุ่น รวมทั้งสิ้น 21 รุ่น โดยจะเป็นโน้ตบุ๊กที่ได้จำหน่ายออกไปในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2007 และมีนาคม 2008 ในส่วนของรายละเอียดทั้งหมดสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ CPSC
ทั้ง นี้รายงานเกียวกับปัญหาที่พบในแบตเตอรี่จะแยกเป็น 2 กรณีนั่นคือ "ความร้อนเกิน" กับ "แบตเตอรี่แตก" ซึ่งทั้งสองกรณีจะเกิดประกายไฟที่ทำให้โน้ตบุ๊กเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีการบาดเจ็บเกิดขึ้น" รายงานจากหน่วยงานคุ้มครอบผู้บริโภค ทางด้าน HP ได้แนะนำให้ผู้บริโภคทีใช้โน้ตบุ๊ก ซึ่งมีแบตเตอรี่อยู่ในรายการ"เรียกคืน"ให้ถอดแบตฯออกจากโน้ตบุ๊ก และติดต่อ HP เพื่อสอบถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยทางบริษัทจะเปลียนแบตเตอรีให้ฟรี รายละเอียดของเงื่อนไขต่างๆ จะอยู่ในเว็บ Battery Replacement Program
HP เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาคล้ายๆ กันในอุตสาหกรรมนั่นคือ การเรียกคืนแบตเตอรี่ที่มีปัญหา โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว Sony ก็ได้เรียกคืนแบตเตอรี่ร้อนเกินเป็นจำนวนสูงถึง 100,000 ก้อน
สำ หรับแบตฯที่เรียกคืนจะพบอยู่ในโน้ตบุ๊กรุ่นต่างๆ ซึี่งได้แก่ HP Pavilions 9 รุ่น Compaq Presarios 9 รุ่น HPs 2 รุ่น และ HP Compaq 1 รุ่น รวมทั้งสิ้น 21 รุ่น โดยจะเป็นโน้ตบุ๊กที่ได้จำหน่ายออกไปในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2007 และมีนาคม 2008 ในส่วนของรายละเอียดทั้งหมดสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ CPSC
ทั้ง นี้รายงานเกียวกับปัญหาที่พบในแบตเตอรี่จะแยกเป็น 2 กรณีนั่นคือ "ความร้อนเกิน" กับ "แบตเตอรี่แตก" ซึ่งทั้งสองกรณีจะเกิดประกายไฟที่ทำให้โน้ตบุ๊กเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีการบาดเจ็บเกิดขึ้น" รายงานจากหน่วยงานคุ้มครอบผู้บริโภค ทางด้าน HP ได้แนะนำให้ผู้บริโภคทีใช้โน้ตบุ๊ก ซึ่งมีแบตเตอรี่อยู่ในรายการ"เรียกคืน"ให้ถอดแบตฯออกจากโน้ตบุ๊ก และติดต่อ HP เพื่อสอบถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยทางบริษัทจะเปลียนแบตเตอรีให้ฟรี รายละเอียดของเงื่อนไขต่างๆ จะอยู่ในเว็บ Battery Replacement Program
HP เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาคล้ายๆ กันในอุตสาหกรรมนั่นคือ การเรียกคืนแบตเตอรี่ที่มีปัญหา โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว Sony ก็ได้เรียกคืนแบตเตอรี่ร้อนเกินเป็นจำนวนสูงถึง 100,000 ก้อน
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
แปลงเว็บไซต์เป็นแอพฯบนเดสก์ทอป
Mozilla Labs ซุ่มพัฒนา Prism มาตั้งแต่ 8 เดือนที่แล้ว โดยเป็นบริการเสริมให้กับบราวเซอร์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยน "เว็บแอพพลิเคชันไปเป็นเดกส์ทอปแอพพลิเคชัน" หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันสามารถแปลงบริการของเว็บต่างๆ ให้กลายร่างเป็นโปรแกรมใช้งานบนเดสก์ทอปได้นั่นเอง
Prism 1.0 บริการแปลงร่างแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผู้ใช้ชื่นชอบให้กลายเป็นแอพพลิเคชันแยกต่างหาก และสามารถเรียกใช้งานได้จากบนเดสก์ทอป โดยผู้ใช้สามารถกำหนดรูปแบบต่างๆ ของแอพพลิเคชันที่ปรากฎบนเดสก์ทอปให้สอดคล้องกับการทำงานของเว็บแอพพลิเคชันที่ต้องการได้
ในเวอร์ชันล่าสุดที่เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะมีการเพิ่มเติมความสามารถที่น่าสนใจอีกด้วย อย่างเช่น การกำหนดให้เว็บแอพฯที่แปลงร่างแล้วสามารถแสดงข้อความแจ้งเตือน เหมือนแอพพลิเคชันที่ใช้งานบนเดสก์ทอป ตลอดจนความสามารถในการอัพเดตโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถลบ history ของ user names และ passwords ออกได้ อย่างไรก็ตาม Prism ถูกออกแบบมา เพื่อใช้กับเว็บแอพพลิเคชันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะทำงานได้กับทุกเว็บไซต์ สำหรับหน้าตาของแอพฯที่แปลงร่างแล้วจะเป็นอย่างไร ลองชมตัวอย่างการใช้งาน Prism แปลง YouTube เป็นแอพพลิเคชันจากใน Safari ดูนะครับ
Prism 1.0 บริการแปลงร่างแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผู้ใช้ชื่นชอบให้กลายเป็นแอพพลิเคชันแยกต่างหาก และสามารถเรียกใช้งานได้จากบนเดสก์ทอป โดยผู้ใช้สามารถกำหนดรูปแบบต่างๆ ของแอพพลิเคชันที่ปรากฎบนเดสก์ทอปให้สอดคล้องกับการทำงานของเว็บแอพพลิเคชันที่ต้องการได้
ในเวอร์ชันล่าสุดที่เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะมีการเพิ่มเติมความสามารถที่น่าสนใจอีกด้วย อย่างเช่น การกำหนดให้เว็บแอพฯที่แปลงร่างแล้วสามารถแสดงข้อความแจ้งเตือน เหมือนแอพพลิเคชันที่ใช้งานบนเดสก์ทอป ตลอดจนความสามารถในการอัพเดตโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถลบ history ของ user names และ passwords ออกได้ อย่างไรก็ตาม Prism ถูกออกแบบมา เพื่อใช้กับเว็บแอพพลิเคชันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะทำงานได้กับทุกเว็บไซต์ สำหรับหน้าตาของแอพฯที่แปลงร่างแล้วจะเป็นอย่างไร ลองชมตัวอย่างการใช้งาน Prism แปลง YouTube เป็นแอพพลิเคชันจากใน Safari ดูนะครับ
Palm Pre มาพร้อมแท่นชาร์จไร้สาย
ยังคงฮอตต่อเนื่องสำหรับสมาร์ทโฟน Palm pre ที่กำลังจะเปิดตัวเดือนหน้า ล่าสุดมีรายงานเพิ่มเติมว่า สมาร์ทโฟนที่หลายคนให้ความสนใจ ไม่เพียงแต่จะมีคุณสมบัติการทำงาน และดีไซน์ที่โดดเด่นเท่านั้น แต่มันยังมาพร้อมกับที่ชาร์จไร้สาย (wireless charger) อีกด้วย
Palm จะเป็นบริษัทผู้ผลิตมือถือรายแรกที่รวมเอาระบบชาร์จไร้สายเข้าไปในผลิตภัณฑ์ โดยอุปกรณ์เสริมดังกล่าวจะมีชื่อเรียกว่า Touchstone ซึ่งผู้ใช้สามารถชาร์จแบต Palm pre ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่วางด้านหลังของมือถือลงบนแท่นชาร์จเท่านั้น ไม่ต้องเสียบคอนเน็คเตอร์ชาร์จแบตกับตัวมือถือแต่อย่างใด นับเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคระบบชาร์จไร้สายด้วยเทคโนโลยีทีมีความพร้อมอย่างแท้จริง
ความจริงระบบชาร์จไร้สายอยู่คู่กับผู้ใช้มานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะแปรงสีฟันไฟฟ้าที่สมารถถูกชาร์จได้ด้วยการวางมันไว้บนแท่นรอง ผู้ใช้ไม่ต้องเสียบคอนเน็คเตอร์ระหว่างแท่นชาร์จกับด้ามแปรงแต่อย่างใด ความลับของการชาร์จไร้สายด้วยวิธีนี้ก็คือ การเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็ก (magnetic induction) ของขดลวดที่อยู่ในแท่นชาร์จกับตัวแปรง ซึ่งหากจะอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ ไฟฟ้ากระแสสลับในขดลวดที่ฝังอยู่ในแท่นชาร์จจะสร้างสนามแม่เหล็กที่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดแรงดันในขดลวดอีกชุดหนึ่งที่อยู่ในอุปกรณ์ โดยแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นก็จะเข้าไปชาร์จให้กับแบตเตอรี่ที่อยู่ในอุปกรณ์นั่นเอง
ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวยังสามารถเกิดขึ้นแม้จะวางอุปกรณ์ทั้งสองไว้ห่างกันหลายนิ้วก็ตาม ทำให้ผู้ใช้ปลอดภัยมากขึ้น ข้อแลกเปลี่ยนสำหรับการใช้ระบบชาร์จไร้สายก็คือ ประสิทธิภาพการชาร์จของมันจะด้อยกว่าการใช้สายประมาณ 10% - 15% แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การชาร์จที่สะดวกง่ายดาย แถมยังไม่ต้องมีอะแดปเตอร์ให้วุ่นวาย น่าจะเป็นทางเลือกที่ผู้ใช้ต้องการมากกว่า ซึ่งในอนาคตระบบชาร์จไร้สายจะแผ่ขยายไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านตลอดจนสำนักงาน
อย่างไรก็ตาม Touchstone ทีมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้จะใช้งานได้กับ Palm Pre เท่านั้น เพื่อสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับข้อได้เปรียบจากการใช้ระบบชาร์จไร้สาย ผู้ใช้สามารถชาร์จ Palm pre ได้ด้วยการวางมือถือลงบน Touchstone ลักษณะเป็นแท่นมีแม่เหล็กที่สามารถดดูดให้ Palm Pre ไม่ร่วงหล่นลงมา นอกจากแท่นชาร์จแล้ว มันยังมีออปชันลำโพงสำหรับเวลามีสายเรียกข้ามาขณะชาร์จ เพื่อให้เจ้าของได้ยินเสียงอีกด้วย โดยผู้ใช้สามารถยกมือถือถึงมารับสายได้ตามปกติทันที
Palm จะเป็นบริษัทผู้ผลิตมือถือรายแรกที่รวมเอาระบบชาร์จไร้สายเข้าไปในผลิตภัณฑ์ โดยอุปกรณ์เสริมดังกล่าวจะมีชื่อเรียกว่า Touchstone ซึ่งผู้ใช้สามารถชาร์จแบต Palm pre ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่วางด้านหลังของมือถือลงบนแท่นชาร์จเท่านั้น ไม่ต้องเสียบคอนเน็คเตอร์ชาร์จแบตกับตัวมือถือแต่อย่างใด นับเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคระบบชาร์จไร้สายด้วยเทคโนโลยีทีมีความพร้อมอย่างแท้จริง
ความจริงระบบชาร์จไร้สายอยู่คู่กับผู้ใช้มานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะแปรงสีฟันไฟฟ้าที่สมารถถูกชาร์จได้ด้วยการวางมันไว้บนแท่นรอง ผู้ใช้ไม่ต้องเสียบคอนเน็คเตอร์ระหว่างแท่นชาร์จกับด้ามแปรงแต่อย่างใด ความลับของการชาร์จไร้สายด้วยวิธีนี้ก็คือ การเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็ก (magnetic induction) ของขดลวดที่อยู่ในแท่นชาร์จกับตัวแปรง ซึ่งหากจะอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ ไฟฟ้ากระแสสลับในขดลวดที่ฝังอยู่ในแท่นชาร์จจะสร้างสนามแม่เหล็กที่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดแรงดันในขดลวดอีกชุดหนึ่งที่อยู่ในอุปกรณ์ โดยแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นก็จะเข้าไปชาร์จให้กับแบตเตอรี่ที่อยู่ในอุปกรณ์นั่นเอง
ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวยังสามารถเกิดขึ้นแม้จะวางอุปกรณ์ทั้งสองไว้ห่างกันหลายนิ้วก็ตาม ทำให้ผู้ใช้ปลอดภัยมากขึ้น ข้อแลกเปลี่ยนสำหรับการใช้ระบบชาร์จไร้สายก็คือ ประสิทธิภาพการชาร์จของมันจะด้อยกว่าการใช้สายประมาณ 10% - 15% แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การชาร์จที่สะดวกง่ายดาย แถมยังไม่ต้องมีอะแดปเตอร์ให้วุ่นวาย น่าจะเป็นทางเลือกที่ผู้ใช้ต้องการมากกว่า ซึ่งในอนาคตระบบชาร์จไร้สายจะแผ่ขยายไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านตลอดจนสำนักงาน
อย่างไรก็ตาม Touchstone ทีมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้จะใช้งานได้กับ Palm Pre เท่านั้น เพื่อสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับข้อได้เปรียบจากการใช้ระบบชาร์จไร้สาย ผู้ใช้สามารถชาร์จ Palm pre ได้ด้วยการวางมือถือลงบน Touchstone ลักษณะเป็นแท่นมีแม่เหล็กที่สามารถดดูดให้ Palm Pre ไม่ร่วงหล่นลงมา นอกจากแท่นชาร์จแล้ว มันยังมีออปชันลำโพงสำหรับเวลามีสายเรียกข้ามาขณะชาร์จ เพื่อให้เจ้าของได้ยินเสียงอีกด้วย โดยผู้ใช้สามารถยกมือถือถึงมารับสายได้ตามปกติทันที
มอนิเตอร์ระบบสัมผัสจอใหญ่ไฮเดฟฯ
สำหรับใครที่กำลังมองหาจอแอลซีดีไว้ใช้งาน และเพื่อความบันเทิงระดับไฮเดฟฯ ลองมาทำความรู้จักกับมอนิเตอร์แอลซีดี Samsung ซีรียส์ 70 กันก่อนดีกว่า บางทีคุณอาจจะได้พบกับมอนิเตอร์ที่กำลังมองหาอยู่ก็ได้
ซัมซุงประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์มอนิเตอร์แอลซีดีที่มีคุณสมบัติน่าใช้มากๆ ภายใต้ซีรียส์ 70 โดยมีทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันนั่นคือ P2070(20 นิ้ว), P2370(23 นิ้ว) และ P2370HD ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับแอลซีดีทีวี นอกจากจะมีความบางมากเป็นพิเศษ(หนาแค่ 30 ม.ม.เท่านั้น ยกเว้นรุ่น P2370HD จะหนา 65.5 ม.ม. เนื่องจากมีจูนเนอร์ไฮเดฟในตัว) แล้ว ขอบใสโค้งมนที่เคลือบทับอยู่บนขอบด้านในสีดำสนิท เชื่อมต่อกับแท่นด้วยข้อต่อที่มีความโปร่งใสทำให้มันดูเหมือนจอลอยได้ ลำพังแค่ดีไซน์ภายนอกก็ถือว่า"สอบผ่าน"แล้ว
นอกจากดีไซน์ที่สวยหรูแล้ว จอแอลซีดีรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Toch of Color ซึ่งส่วนควบคุมที่อยู่บริเวณมุมล่างขวาของจอจะทำงานได้ด้วยระบบสัมผัสทั้งหมด โดยรุ่น P2370 และ P2370HD จะสามารถแสดงผลที่ความละเอียดสูงสุดถึง 1920 x 1080 สำหรับวิดีโอไฮเดฟฯ 1080p ส่วน p2070 จะแสดงผลได้ที่ 1600 x 900 นอกจากความละเอียดในการแสดงผลแล้ว จอแอลซีดีซีรียส์นี่ยังคอนทราส (50,000:1) และอัตตราการตอบสนองการแสดงวิดีโอที่เร็วอีกด้วย (video response time: 2ms) ทำให้มันเป็นมอนิเตอร์แอลซีดีที่ตอบโจทย์การใช้งาน และความบันเทิงอย่างแท้จริง
ซัมซุงประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์มอนิเตอร์แอลซีดีที่มีคุณสมบัติน่าใช้มากๆ ภายใต้ซีรียส์ 70 โดยมีทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันนั่นคือ P2070(20 นิ้ว), P2370(23 นิ้ว) และ P2370HD ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับแอลซีดีทีวี นอกจากจะมีความบางมากเป็นพิเศษ(หนาแค่ 30 ม.ม.เท่านั้น ยกเว้นรุ่น P2370HD จะหนา 65.5 ม.ม. เนื่องจากมีจูนเนอร์ไฮเดฟในตัว) แล้ว ขอบใสโค้งมนที่เคลือบทับอยู่บนขอบด้านในสีดำสนิท เชื่อมต่อกับแท่นด้วยข้อต่อที่มีความโปร่งใสทำให้มันดูเหมือนจอลอยได้ ลำพังแค่ดีไซน์ภายนอกก็ถือว่า"สอบผ่าน"แล้ว
นอกจากดีไซน์ที่สวยหรูแล้ว จอแอลซีดีรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Toch of Color ซึ่งส่วนควบคุมที่อยู่บริเวณมุมล่างขวาของจอจะทำงานได้ด้วยระบบสัมผัสทั้งหมด โดยรุ่น P2370 และ P2370HD จะสามารถแสดงผลที่ความละเอียดสูงสุดถึง 1920 x 1080 สำหรับวิดีโอไฮเดฟฯ 1080p ส่วน p2070 จะแสดงผลได้ที่ 1600 x 900 นอกจากความละเอียดในการแสดงผลแล้ว จอแอลซีดีซีรียส์นี่ยังคอนทราส (50,000:1) และอัตตราการตอบสนองการแสดงวิดีโอที่เร็วอีกด้วย (video response time: 2ms) ทำให้มันเป็นมอนิเตอร์แอลซีดีที่ตอบโจทย์การใช้งาน และความบันเทิงอย่างแท้จริง
คอนเฟิร์ม Windows 7 วางตลาดปีนี้
และก็เป็นไปอย่างที่คาด เมื่อไมโครซอฟท์ได้ออกมาประกาศยืนยันว่า ทางบริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการวางตลาด Windows 7 ในช่วงวันหยุดปลายปี โดยทีมพัฒนามั่นใจว่า Windows 7 จะสามารถทำให้ผู้ใช้ลืมประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักจากการใช้ Windows Vista ได้
"เราจะวางตลาด(windows 7) ช่วงวันหยุดปลายปี โดยติดตามทุกขั้นตอนอย่างละเอียด เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด" Bill Veghte รองประธานอาวุโสผ่ายธุรกิจวินโดวส์ กล่าว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในงานประชุม TechED 2009 ที่ลอสแองเจลีส
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการเปิดเผยถึงกำหนดการวางตลาดที่ชัดเจน ไมโครซอฟท์เองเพิ่งจะปล่อย Windows 7 RC ให้ผู้ใช้ได้ดาวน์โหลดไปลองใชกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมทั้งได้มีการพูดคุยกับคู่ค้าสำหรับกำหนดการวางตลาด Windows 7 ไปแล้วด้วย ซึ่งถ้าหากไม่มีปัญหาอะไร มันก็เป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะได้เห็นพีซีที่รัน Windows 7 เริ่มวางจำหน่ายกันตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ภาระหนักคงตกอยู่กับเหล่าบรรดาผู้ผลิตพีซีที่จะต้องเร่งรีบกันพอสมควร เนื่องจากมันใช้เวลาอย่างมากในการโหลด Windows 7 เข้าไปในพีซีเครื่องใหม่ เพื่อให้ทันวางตลาดช่วงวันหยุดปลายปีนี้
ปัจจุบันไมโครซอฟท์มีพาร์ทเนอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประมาณ 10,000 รายที่ร่วมสนับสนุน Windows 7 ซึ่งนอกจากโอเอสตัวใหม่จะเป็นการเดิมพันด้วยอนาคตของบริษัทแล้ว ไมโครซอฟท์ยังมีแผนที่จะพรีวิว Office 2010 ในเดือนกรกฎาคมนีด้วย
"เราจะวางตลาด(windows 7) ช่วงวันหยุดปลายปี โดยติดตามทุกขั้นตอนอย่างละเอียด เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด" Bill Veghte รองประธานอาวุโสผ่ายธุรกิจวินโดวส์ กล่าว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในงานประชุม TechED 2009 ที่ลอสแองเจลีส
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการเปิดเผยถึงกำหนดการวางตลาดที่ชัดเจน ไมโครซอฟท์เองเพิ่งจะปล่อย Windows 7 RC ให้ผู้ใช้ได้ดาวน์โหลดไปลองใชกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมทั้งได้มีการพูดคุยกับคู่ค้าสำหรับกำหนดการวางตลาด Windows 7 ไปแล้วด้วย ซึ่งถ้าหากไม่มีปัญหาอะไร มันก็เป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะได้เห็นพีซีที่รัน Windows 7 เริ่มวางจำหน่ายกันตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ภาระหนักคงตกอยู่กับเหล่าบรรดาผู้ผลิตพีซีที่จะต้องเร่งรีบกันพอสมควร เนื่องจากมันใช้เวลาอย่างมากในการโหลด Windows 7 เข้าไปในพีซีเครื่องใหม่ เพื่อให้ทันวางตลาดช่วงวันหยุดปลายปีนี้
ปัจจุบันไมโครซอฟท์มีพาร์ทเนอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประมาณ 10,000 รายที่ร่วมสนับสนุน Windows 7 ซึ่งนอกจากโอเอสตัวใหม่จะเป็นการเดิมพันด้วยอนาคตของบริษัทแล้ว ไมโครซอฟท์ยังมีแผนที่จะพรีวิว Office 2010 ในเดือนกรกฎาคมนีด้วย
แท่นรองเน็ตบุ๊ก USB 3-in-1
ในขณะที่เน็ตบุ๊กทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาที่มีอายุแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่าโน้ตบุ๊ก แถมยังมีราคาไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่อาจปฎิเสธความจริงที่ว่า เมื่อได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เนื่องจากเน็ตบุ๊กส่วนใหญ่จะไม่มีออปติคัลไดรฟ์ ขณะเดียวกันคีย์บอร์ดก็อาจจะเล็กไปสักนิด และโพรเซสเซอร์ที่ใช้ก็ไม่ได้ทรงพลังมากมาย
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนบริษัท Century จะเข้าใจข้อจำกัดดังกล่าวดี ก็เลยคิดผลิตภัณฑ์ เพื่อกำจัดจุดอ่อนดังกล่าวออกไป ซึ่งก็คือ NetbookStand แท่นรองเน็ตบุ๊ก USB 3-in-1 โดยมันจะมีขนาดเท่าๆ กับเน็ตบุ๊กทั่วไป (10" x 7.5") ทำให้ผู้ใช้สามารถพกพามันติดตัวไปด้วยได้อย่างสะดวก
ภายนอกอาจจะดูเหมือนแท่นรองระบายความร้อนทั่วไป แต่ความจริงมันมีหลายอย่างซ่อนอยู่ในนั้น ว่ากันตั้งแต่ ดีวิดีรอมไดรฟ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เน็ตบุ๊กเวลาต้องการติดตั้งโปรแกรม หรืออ่านไฟล์จากแผ่นซีดี/ดีวิดี ตามด้วยคอนเน็คเตอร์สำหรับใส่ฮาร์ดดิสก์ SATA 2.5 นิ้ว เพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้นในกรณีที่เน็ตบุ๊กของคุณมีแค่แฟลชไดรฟ์ และสุดท้ายเป็นพัดลมระบายความร้อนขนาด 4 เซ็นติเมตรที่สามารถวางนอน หรือยกตั้งก็ได้ ขึ้นกับตำแหน่งช่องระบายความร้อนของเน็ตบุ๊ก NetbookStand จะเชื่อมต่อกับเน็ตบุ๊กผ่านทางยูเอสบีพอร์ต และใช้กับอะแดปเตอร์ในการให้พลังงานกับอุปกรณ์ที่อยู่ภายในทั้งหมด ซึ่งในส่วนของพอร์ตเพิ่มเติม แท่นรองตัวนี้จะมียูเอสบีพอร์ตให้มาอีกด้วย 2 พอร์ต ในกรณีที่ต้องการต่อกับอุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติม เรียกได้ว่า มีแท่นนี้เพียงตัวเดียวก็ไม่ต้องขนอุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอกมากมายให้วุ่นวายอีกต่อไป สนนราคาอยู่ที่ 9,980 เยน หรือประมาณ 3,700 บาท
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนบริษัท Century จะเข้าใจข้อจำกัดดังกล่าวดี ก็เลยคิดผลิตภัณฑ์ เพื่อกำจัดจุดอ่อนดังกล่าวออกไป ซึ่งก็คือ NetbookStand แท่นรองเน็ตบุ๊ก USB 3-in-1 โดยมันจะมีขนาดเท่าๆ กับเน็ตบุ๊กทั่วไป (10" x 7.5") ทำให้ผู้ใช้สามารถพกพามันติดตัวไปด้วยได้อย่างสะดวก
ภายนอกอาจจะดูเหมือนแท่นรองระบายความร้อนทั่วไป แต่ความจริงมันมีหลายอย่างซ่อนอยู่ในนั้น ว่ากันตั้งแต่ ดีวิดีรอมไดรฟ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เน็ตบุ๊กเวลาต้องการติดตั้งโปรแกรม หรืออ่านไฟล์จากแผ่นซีดี/ดีวิดี ตามด้วยคอนเน็คเตอร์สำหรับใส่ฮาร์ดดิสก์ SATA 2.5 นิ้ว เพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้นในกรณีที่เน็ตบุ๊กของคุณมีแค่แฟลชไดรฟ์ และสุดท้ายเป็นพัดลมระบายความร้อนขนาด 4 เซ็นติเมตรที่สามารถวางนอน หรือยกตั้งก็ได้ ขึ้นกับตำแหน่งช่องระบายความร้อนของเน็ตบุ๊ก NetbookStand จะเชื่อมต่อกับเน็ตบุ๊กผ่านทางยูเอสบีพอร์ต และใช้กับอะแดปเตอร์ในการให้พลังงานกับอุปกรณ์ที่อยู่ภายในทั้งหมด ซึ่งในส่วนของพอร์ตเพิ่มเติม แท่นรองตัวนี้จะมียูเอสบีพอร์ตให้มาอีกด้วย 2 พอร์ต ในกรณีที่ต้องการต่อกับอุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติม เรียกได้ว่า มีแท่นนี้เพียงตัวเดียวก็ไม่ต้องขนอุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอกมากมายให้วุ่นวายอีกต่อไป สนนราคาอยู่ที่ 9,980 เยน หรือประมาณ 3,700 บาท
เน็ตบุ๊กบางเฉียบเรียบหรูอย่างมีสไตล์
ในขณะที่ผู้ค้าเน็ตบุ๊กหลายรายทะยอยออกรู๋นใหม่กันตามมาติดๆ ล่าสุดเลอโนโว (Lenovo) ส่ง IdeaPad S10-2 เน็ตบุ๊กที่ได้รับการอัพเกรดจากรุ่นแรก โดยเน้นการออกแบบให้มีความบางเบาเป็นพิเศษ พร้อมสนับสนุนการเชื่อมต่อไร้สาย 3G ซึ่งมีกำหนดการวางตลาดในเร็วๆ นี้
หลังจากเลอโนโวประสบความสำเร็จการเน็ตบุ๊กสีแดงสวยสดอย่าง IdeaPad S10 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ประกาศเปิดตัวเน็ตบุ๊กรุ่นใหม่ S10-2 ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีความบางลงไปอีก เหลือแค่ 0.71 นิ้ว (ประมาณ 1.6 เซนติเมตร) โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นที่ 2.2 ปอนด์ (1 กิโลกรัม) นอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงาม และมีความบางเบาเป็นพิเศษแล้ว S10-2 ยังมาพร้อมกับลำโพงดอลบี้ และดีไซน์ตัวถังใหม่ที่มีให้เลือก 4 สีด้วยกันคือ ดำ, ขาว ชมพู และเทา
S10-2 จะมีขนาดหน้าจอ 10.1 นิ้ว และคีย์บอร์ด 89% มีความสวยงามไม่แพ้รุ่นก่อนหน้านี้ ในขณะเดียวกันภายในจะใช้โพรเซสเซอร์เป็น N270 พร้อมหน่วยความจำ 1GB และฮาร์ดดิสก์ 160GB ยูเอสบี 3 พอร์ต ช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำ 4-in-1 กล้อง 1.3 ล้านพิกเซล ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows XP Home แบตเตอรี่ 6 เซลใช้ทำงานต่อเนื่องได้นานกว่า 5 ชั่วโมง
S10-2 ยังได้มีการเพิ่มลูกเล่นในการทำงานอย่างมัลติทัชแพดที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ด้วย และเพื่อความปกป้องเป็นพิเศษให้กับเจ้าของเครื่อง S10-2 จะมาพร้อมกับซอฟต์แวร์รู้จำหน้าอย่าง VeriFace เพื่อใช้แทนรหัสผ่าน และ OneKey Rescue System ระบบเรียกคืนข้อมูล เมื่อเวลาที่มีปัญหา สนนราคาอยู่ที่ 349 เหรียญฯ หรือประมาณ 13,000 บาท
หลังจากเลอโนโวประสบความสำเร็จการเน็ตบุ๊กสีแดงสวยสดอย่าง IdeaPad S10 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ประกาศเปิดตัวเน็ตบุ๊กรุ่นใหม่ S10-2 ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีความบางลงไปอีก เหลือแค่ 0.71 นิ้ว (ประมาณ 1.6 เซนติเมตร) โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นที่ 2.2 ปอนด์ (1 กิโลกรัม) นอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงาม และมีความบางเบาเป็นพิเศษแล้ว S10-2 ยังมาพร้อมกับลำโพงดอลบี้ และดีไซน์ตัวถังใหม่ที่มีให้เลือก 4 สีด้วยกันคือ ดำ, ขาว ชมพู และเทา
S10-2 จะมีขนาดหน้าจอ 10.1 นิ้ว และคีย์บอร์ด 89% มีความสวยงามไม่แพ้รุ่นก่อนหน้านี้ ในขณะเดียวกันภายในจะใช้โพรเซสเซอร์เป็น N270 พร้อมหน่วยความจำ 1GB และฮาร์ดดิสก์ 160GB ยูเอสบี 3 พอร์ต ช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำ 4-in-1 กล้อง 1.3 ล้านพิกเซล ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows XP Home แบตเตอรี่ 6 เซลใช้ทำงานต่อเนื่องได้นานกว่า 5 ชั่วโมง
S10-2 ยังได้มีการเพิ่มลูกเล่นในการทำงานอย่างมัลติทัชแพดที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ด้วย และเพื่อความปกป้องเป็นพิเศษให้กับเจ้าของเครื่อง S10-2 จะมาพร้อมกับซอฟต์แวร์รู้จำหน้าอย่าง VeriFace เพื่อใช้แทนรหัสผ่าน และ OneKey Rescue System ระบบเรียกคืนข้อมูล เมื่อเวลาที่มีปัญหา สนนราคาอยู่ที่ 349 เหรียญฯ หรือประมาณ 13,000 บาท
มือถือปุ่ม"e-ink"เปลี่ยนหน้าได้
หลายคนอาจเริ่มคุ้นกับเทคโนโลยีอีอิงค์ (e-ink) กันบ้างแล้ว เนื่องจากข่าวคราวของเครื่องอ่านอีบุ๊กที่กำลังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกนั่นก็คือ Amazon Kindle ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวกับชิ้นส่วนการทำงานที่สำคัญ โดยเฉพาะหน้าจอแสดงผลที่ให้ตัวอักษรคมชัด อีกทั้งยังสามารถมองเห็นได้ภายใต้แสงธรรมชาติ ล่าสุดอีอิงค์กำลังขยายบทบาทไปสู่แก็ดเจ็ตอย่างมือถือแล้ว
Samsung Alias 2 สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับคีย์บอร์ดแบบ QWERTY ซึ่งใช้เทคโนโลยี E-Ink ในการแสดงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฎบนปุ่ม แทนการสกรีนสีแบบที่ทำกันทั่วไป โดยผลจากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้ Alias 2 สามารถเปลี่ยนสัญลักษณ์บนปุ่มกดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการใช้งาน เช่น ถ้าเปิดแบบฝาพับมือถือทั่วไป มันก็จะแสดงตัวเลขบนปุ่มกด แต่ถ้าหมุนฝาพับลงมาแบบแป้นพิมพ์ ปุ่มต่างๆ ก็จะปรากฎขึ้นมาเป็นตัวอักษร เรียงแบบคีย์บอร์ด QWERTY เพื่อให้คุณสามารถพิมพ์ข้อความได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ซัมซุงไม่ใช่เจ้าแรกที่พัฒนามือถือให้มีฟังก์ชันเปลี่ยนหน้าแสดงผลบนปุ่มใช้งาน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ปุ่มสัมผัสของมือถือ ROKR E8 จากโมโตโรลาก็สามารถเปลี่ยนได้เหมือนกัน แต่การเลือกใช้ e-Ink ของซัมซุงดูเรียบง่ายและลงตัวกว่า เนื่องจาก ROKR E8 จะเปลี่ยนตัวเลขและสัญลักษณ์ได้เท่าที่กำหนดมาเท่านั้น แต่ปุ่มของ Alas 2 สามารถโปรแกรมให้แสดงผลเป็นอะไรก็ได้ ทำให้นึกถึงคีย์บอร์ด Optimus Maximum ที่สามารถโปรแกรมให้แต่ละปุ่มแสดงผลเป็นอะไรก็ได้ Alias 2 จะมาพร้อมหน้าจอแสดงผล QVGA ขนาด 2.6 นิ้ว กล้องถ่ายรูป 2 ล้านพิกเซล เชื่อมต่อไร้สายด้วยบลูทูธ GPS และไคลเอ็นต์อีเมล์ รองรับการ์ดหน่วยความจำ microSDHC
Samsung Alias 2 สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับคีย์บอร์ดแบบ QWERTY ซึ่งใช้เทคโนโลยี E-Ink ในการแสดงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฎบนปุ่ม แทนการสกรีนสีแบบที่ทำกันทั่วไป โดยผลจากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้ Alias 2 สามารถเปลี่ยนสัญลักษณ์บนปุ่มกดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการใช้งาน เช่น ถ้าเปิดแบบฝาพับมือถือทั่วไป มันก็จะแสดงตัวเลขบนปุ่มกด แต่ถ้าหมุนฝาพับลงมาแบบแป้นพิมพ์ ปุ่มต่างๆ ก็จะปรากฎขึ้นมาเป็นตัวอักษร เรียงแบบคีย์บอร์ด QWERTY เพื่อให้คุณสามารถพิมพ์ข้อความได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ซัมซุงไม่ใช่เจ้าแรกที่พัฒนามือถือให้มีฟังก์ชันเปลี่ยนหน้าแสดงผลบนปุ่มใช้งาน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ปุ่มสัมผัสของมือถือ ROKR E8 จากโมโตโรลาก็สามารถเปลี่ยนได้เหมือนกัน แต่การเลือกใช้ e-Ink ของซัมซุงดูเรียบง่ายและลงตัวกว่า เนื่องจาก ROKR E8 จะเปลี่ยนตัวเลขและสัญลักษณ์ได้เท่าที่กำหนดมาเท่านั้น แต่ปุ่มของ Alas 2 สามารถโปรแกรมให้แสดงผลเป็นอะไรก็ได้ ทำให้นึกถึงคีย์บอร์ด Optimus Maximum ที่สามารถโปรแกรมให้แต่ละปุ่มแสดงผลเป็นอะไรก็ได้ Alias 2 จะมาพร้อมหน้าจอแสดงผล QVGA ขนาด 2.6 นิ้ว กล้องถ่ายรูป 2 ล้านพิกเซล เชื่อมต่อไร้สายด้วยบลูทูธ GPS และไคลเอ็นต์อีเมล์ รองรับการ์ดหน่วยความจำ microSDHC
จ่ายล้านกับไอพอดหรือจ่ายร้อยกับซูน
ช่วงที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ปล่อยโฆษณาชุด Laptop Hunters ที่เสนอให้ผู้บริโภคเลือกแลปทอปที่อยากได้ภายใต้งบประมาณจำกัด โดยผลลัพธ์ก็คงหนีไม่พ้นการเลือกแลปทอปพีซีที่รันวินโดวส์(เพราะเหลือเงินด้วย) ล่าสุดไมโครซอฟท์เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ความคุ้มค่าของการใช้ไอพอดกับซูนที่มาพร้อมกับบริการซูนพาส ว่าแต่งานนี้จะมาไม้ไหนล่ะ
ครั้งนี้ไมโครซอฟท์ดึงเอา Wes Moss คอลัมนิสต์ และนักวางแผนทางด้านการเงิน รวมถึงการเป็นเจ้าของผลงานหนังสือ Starting from scratch หรือ "เริ่มจาก 0" ที่เชื่อว่า น่าจะผ่านสายตาคุณผู้อ่านกันมาบ้าง โดยโฆษณา 30 วินาทีที่ออกมา Wes Moss จะอธิบายความคุ้มค่าของการลงทุนกับเครื่องเล่นไอพอดกับซูนด้วยสมการง่ายๆ ให้ผู้บริโภคเข้าใจ หรือสร้างความรู้สึกให้ไข้วเขวก็ไม่รู้เหมือนกัน
Wes Moss บอกว่า ถ้าเราลงทุนกับ iPod ที่ความจุ 120GB หากต้องการดาวน์โหลดเพลงจาก iTunes จนเต็มเครื่อง เจ้าของจะต้องเสียเงินมากถึง 30,000 เหรียญฯ หรือประมาณล้านบาท แต่ถ้าเป็น Zune ที่มาพร้อมกับบริการ Zune Pass เจ้าของเครื่องที่เป็นสมาชิกจะจ่ายเพียงแค่ 15 เหรียญฯ (ประมาณ 540 บาท) ต่อเดือนสำหรับการดาวน์โหลดเพลงได้ไม่อั้น ก่อนจะตบท้ายด้วยวลีเด็ดว่า จะเลือก iPod ที่ "cost a lot" หรือ zune ที่ "cost a little" แล้วคุณผู้อ่านคิดอย่างไรกับวิธีเปรียบเทียบของ Wes Moss ครับ
ครั้งนี้ไมโครซอฟท์ดึงเอา Wes Moss คอลัมนิสต์ และนักวางแผนทางด้านการเงิน รวมถึงการเป็นเจ้าของผลงานหนังสือ Starting from scratch หรือ "เริ่มจาก 0" ที่เชื่อว่า น่าจะผ่านสายตาคุณผู้อ่านกันมาบ้าง โดยโฆษณา 30 วินาทีที่ออกมา Wes Moss จะอธิบายความคุ้มค่าของการลงทุนกับเครื่องเล่นไอพอดกับซูนด้วยสมการง่ายๆ ให้ผู้บริโภคเข้าใจ หรือสร้างความรู้สึกให้ไข้วเขวก็ไม่รู้เหมือนกัน
Wes Moss บอกว่า ถ้าเราลงทุนกับ iPod ที่ความจุ 120GB หากต้องการดาวน์โหลดเพลงจาก iTunes จนเต็มเครื่อง เจ้าของจะต้องเสียเงินมากถึง 30,000 เหรียญฯ หรือประมาณล้านบาท แต่ถ้าเป็น Zune ที่มาพร้อมกับบริการ Zune Pass เจ้าของเครื่องที่เป็นสมาชิกจะจ่ายเพียงแค่ 15 เหรียญฯ (ประมาณ 540 บาท) ต่อเดือนสำหรับการดาวน์โหลดเพลงได้ไม่อั้น ก่อนจะตบท้ายด้วยวลีเด็ดว่า จะเลือก iPod ที่ "cost a lot" หรือ zune ที่ "cost a little" แล้วคุณผู้อ่านคิดอย่างไรกับวิธีเปรียบเทียบของ Wes Moss ครับ
เน็ตบุ๊กพลังแบตฯ AA 8 ก้อน 4 ชั่วโมง
รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัท Norh Tec ประกาศเปิดตัวเน็ตบุ๊กรุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่ชนิด AA 8 ก้อน สำหรับให้พลังงานกับชิ้นส่วนการทำงานที่อยู่ภายใน โดยเฉพาะโมดูลระบบการทำงานบนชิป (SoC: System on Chip) ขนาดเล็ก ที่ประกอบด้วยโพรเซสเซอร์ CoreX86 ความเร็ว 1GHz หน่วยความจำ DDR2 1GB, Ethernet, USB 2.0, VGA และ Wi-Fi ส่วนสตอเรจที่ใช้จัดเก็บข้อมูลจะเป็นการ์ดหน่วยความจำ SD 8GB (สามารถเปลี่ยนไปใช้ HDD ได้) โดยโอเอสที่ใช้กับเน็ตบุ๊กรุ่นนี้จะเป็น Windows XP
Gecko EduBook เน็ตบุ๊กที่มาพร้อมกับส่วนแสดงผล 8.9 นิ้ว (ความละเอียด 1024x600 พิกเซล) โดยได้รับการออกแบบให้ชิ้นส่วนการทำงานที่อยู่ภายในแบ่งออกเป็นโมดูล ทำให้สามารถเลือกปรับแต่งการทำงานของระบบได้อย่างง่ายดาย แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ มันมีราคาต่ำกว่า 200 เหรียญฯ (ประมาณ 7,200 บาท)
โดยรูปลักษณ์ภายนอก Gecko EduBook ของ NorhTec แทบจะดูไม่ต่างจากเน็ตบุ๊กที่ใช้โพรเซสเซอร์ Atom N270 หรือ N280 ของ Intel แต่คุณสมบัติที่ไม่เหมือนกับเน็ตบุ๊กทั่วไปก็คือ ทางบริษัทผู้ผลิตอ้างว่า EduBook สามารถทำงานได้นานถึง 4 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ NiMH ชนิด AA 8 ก้อน เนื่องจากโมดูล SoC จะใช้พลังงานแค่เพียง 1.2 วัตต์เท่านั้น โดยชุดแบตเตอรี่ดังกล่าวยังสามารถชาร์จจากอะแดปเตอร์ของเน็ตบุ๊กขณะใช้งานในบ้าน หรือในโรงเรียนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้ต้องการใช้งานที่นานขึ้น ทางบริษัทก็มีออปชันของแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมอิออน (Li-ion) ที่รองรับการใช้งานของเน็ตบุ๊กได้นานถึง 6 ชั่วโมงด้วยเช่นกัน หากพิจารณษในแง่ของการประหยัดแล้ว การใช้แบตเตอรี่ NiMH 8 ก้อนจะมีค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ 10 เหรียญฯ(ประมาณ 360 บาท) แต่ถ้าเป็น Li-ion ค่าใช้จ่ายจะกระโดดขึ้นไปเป็น 100 เหรียญฯ(ประมาณ 3,600 บาท) หรือ 10 เท่าเลยทีเดียว
Gecko EduBook จะเปิดตัวในงานมหกรรมคอมพิวเตอร์ Computex ที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวันในเดือนมิถุนายนศกนี้ โดยคาดว่า จะสามารถวางตลาดได้ที่ราคาต่ำกว่า 200 เหรียญฯ ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้จะเป็นเด็กๆ ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นเดียวกับโครงการ OLPC (One Laptop Per Child)
Gecko EduBook เน็ตบุ๊กที่มาพร้อมกับส่วนแสดงผล 8.9 นิ้ว (ความละเอียด 1024x600 พิกเซล) โดยได้รับการออกแบบให้ชิ้นส่วนการทำงานที่อยู่ภายในแบ่งออกเป็นโมดูล ทำให้สามารถเลือกปรับแต่งการทำงานของระบบได้อย่างง่ายดาย แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ มันมีราคาต่ำกว่า 200 เหรียญฯ (ประมาณ 7,200 บาท)
โดยรูปลักษณ์ภายนอก Gecko EduBook ของ NorhTec แทบจะดูไม่ต่างจากเน็ตบุ๊กที่ใช้โพรเซสเซอร์ Atom N270 หรือ N280 ของ Intel แต่คุณสมบัติที่ไม่เหมือนกับเน็ตบุ๊กทั่วไปก็คือ ทางบริษัทผู้ผลิตอ้างว่า EduBook สามารถทำงานได้นานถึง 4 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ NiMH ชนิด AA 8 ก้อน เนื่องจากโมดูล SoC จะใช้พลังงานแค่เพียง 1.2 วัตต์เท่านั้น โดยชุดแบตเตอรี่ดังกล่าวยังสามารถชาร์จจากอะแดปเตอร์ของเน็ตบุ๊กขณะใช้งานในบ้าน หรือในโรงเรียนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้ต้องการใช้งานที่นานขึ้น ทางบริษัทก็มีออปชันของแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมอิออน (Li-ion) ที่รองรับการใช้งานของเน็ตบุ๊กได้นานถึง 6 ชั่วโมงด้วยเช่นกัน หากพิจารณษในแง่ของการประหยัดแล้ว การใช้แบตเตอรี่ NiMH 8 ก้อนจะมีค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ 10 เหรียญฯ(ประมาณ 360 บาท) แต่ถ้าเป็น Li-ion ค่าใช้จ่ายจะกระโดดขึ้นไปเป็น 100 เหรียญฯ(ประมาณ 3,600 บาท) หรือ 10 เท่าเลยทีเดียว
Gecko EduBook จะเปิดตัวในงานมหกรรมคอมพิวเตอร์ Computex ที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวันในเดือนมิถุนายนศกนี้ โดยคาดว่า จะสามารถวางตลาดได้ที่ราคาต่ำกว่า 200 เหรียญฯ ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้จะเป็นเด็กๆ ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นเดียวกับโครงการ OLPC (One Laptop Per Child)
ระวัง!!!แฮคเกอร์โจมตีผู้ใช้ PowerPoint
รายงานข่าวล่าสุด ไมโครซอฟท์แจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เหล่าแฮคเกอร์กำลังหาทางโจมตีผู้ใช้ซอฟต์แวร์ PowerPoint บนพีซีทีรันวินโดวส์ โดยทางบริษัทได้ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่วิกฤติดังกล่าวแล้ว
สำหรับช่องโหว่ดังกล่าว สามารถพบใน PowerPoint บนเครื่อง Mac ของ Apple ด้วย แต่ยังไม่พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า แฮคเกอร์มีความพยายามจะใช้มันในการเจาะระบบของผู้ใช้กลุ่มนี้ ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ได้ให้ระดับความรุนแรงของช่องโหว่อยู่ในขั้นวิกฤต (critical) ซึ่งเป็นขั้นรุนแรงสูงสุด
Symantec Corp. บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสกล่าวว่า แฮคเกอร์จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่พบใน PowerPoint ด้วยการโน้มน้าวให้เหยื่อเปิดไฟล์พรีเซนต์ที่จัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยอาจจะเปิดให้ดาวน์โหลดจากทางเว็บไซต์ หรือไปกับอีเมล์ ผู้บุกรุกจะสามารถเข้าควบคุมการทำงานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อที่เผลอเปิดไฟล์ดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงบัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบ ทั้งนี้ทางบริษัทพบว่า มีความพยายามของแฮคเกอร์ในการเจาะระบบด้วยช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม แพตช์ที่ออกมาจะแก้ไขช่องโหว่เฉพาะผู้ใช้วินโดวส์เท่านั้น แต่บนแพลตฟอร์มแมคจะยังไม่มี โดยทางไมโครซอฟท์อ้างว่า ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบ อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้ PowerPoint (Office XP, 2003 และ 2007) บน Windows ควรรีบอัพเดตแพตช์เป็นการด่วน
[Update] ขั้นตอนการอัพเดตแพตช์อุดช่องโหว่ PowerPoint
เปิดโปรแกรมบราวเซอร์ Internet Explorer
เข้าไปที่ update.microsoft.com หรือคลิ้กเมนู Tools เลือกคำสั่ง Windows Update หน้าต่างป๊อปอัพ "Download and install updates for your computer" จะปรากฎขึ้นมา
ในหน้าต่างให้คลิ้ก "View available updates."
หน้าต่างอัพเดตจะแสดงรายการทั้งหมด ให้มองหารายการที่มีหัวข้อ "Office 2007" หรือโปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชันที่คุณใช้อยู่ในเครื่อง
ภายใต้หัวข้อดังกล่าว สังเกตเช็คบ๊อกซ์หน้าข้อความ "Security Update for Microsoft PowerPoint 2007" (เลขเวอร์ชันจะขึ้นอยู่กับออฟฟิศที่คุณใช้ในเครื่อง) จะถูกเลือกไว้แล้ว อันอื่นไม่จำเป็นให้คลิก เพื่อเอาเครื่องหมายในเช็คบ๊อกซ์ของหน้าข้อความออกไป ระวัง!!! ไมโครซอฟท์แอบเนียนอัพเดต IE 8 ให้ด้วยเลย จากนั้นคลิกปุ่ม Install ที่อยู่บริเวณมุมล่างขวา ที่เหลือก็รอให้ วินโดวส์ดาวน์โหลดแพตช์อุดช่องโหว่ PowerPoint มาติดตั้ง หลังจากเรียบร้อยแล้ว ระบบจะร้องขอให้รีบู๊ตการทำงาน
ในกรณีที่เครื่องคุณติดตั้ง Office ไว้แล้ว แต่ไม่พบข้อความ Security Update for PowerPoint แสดงว่า PC ของคุณอัพเดตอัตโนมัติไปเรียบร้อยแล้ว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เครื่องของคุณปลอดภัยแล้วนั่นเอง
หวังว่า คำแนะนำเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้หลายๆ ท่านนะครับ
สำหรับช่องโหว่ดังกล่าว สามารถพบใน PowerPoint บนเครื่อง Mac ของ Apple ด้วย แต่ยังไม่พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า แฮคเกอร์มีความพยายามจะใช้มันในการเจาะระบบของผู้ใช้กลุ่มนี้ ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ได้ให้ระดับความรุนแรงของช่องโหว่อยู่ในขั้นวิกฤต (critical) ซึ่งเป็นขั้นรุนแรงสูงสุด
Symantec Corp. บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสกล่าวว่า แฮคเกอร์จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่พบใน PowerPoint ด้วยการโน้มน้าวให้เหยื่อเปิดไฟล์พรีเซนต์ที่จัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยอาจจะเปิดให้ดาวน์โหลดจากทางเว็บไซต์ หรือไปกับอีเมล์ ผู้บุกรุกจะสามารถเข้าควบคุมการทำงานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อที่เผลอเปิดไฟล์ดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงบัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบ ทั้งนี้ทางบริษัทพบว่า มีความพยายามของแฮคเกอร์ในการเจาะระบบด้วยช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม แพตช์ที่ออกมาจะแก้ไขช่องโหว่เฉพาะผู้ใช้วินโดวส์เท่านั้น แต่บนแพลตฟอร์มแมคจะยังไม่มี โดยทางไมโครซอฟท์อ้างว่า ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบ อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้ PowerPoint (Office XP, 2003 และ 2007) บน Windows ควรรีบอัพเดตแพตช์เป็นการด่วน
[Update] ขั้นตอนการอัพเดตแพตช์อุดช่องโหว่ PowerPoint
เปิดโปรแกรมบราวเซอร์ Internet Explorer
เข้าไปที่ update.microsoft.com หรือคลิ้กเมนู Tools เลือกคำสั่ง Windows Update หน้าต่างป๊อปอัพ "Download and install updates for your computer" จะปรากฎขึ้นมา
ในหน้าต่างให้คลิ้ก "View available updates."
หน้าต่างอัพเดตจะแสดงรายการทั้งหมด ให้มองหารายการที่มีหัวข้อ "Office 2007" หรือโปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชันที่คุณใช้อยู่ในเครื่อง
ภายใต้หัวข้อดังกล่าว สังเกตเช็คบ๊อกซ์หน้าข้อความ "Security Update for Microsoft PowerPoint 2007" (เลขเวอร์ชันจะขึ้นอยู่กับออฟฟิศที่คุณใช้ในเครื่อง) จะถูกเลือกไว้แล้ว อันอื่นไม่จำเป็นให้คลิก เพื่อเอาเครื่องหมายในเช็คบ๊อกซ์ของหน้าข้อความออกไป ระวัง!!! ไมโครซอฟท์แอบเนียนอัพเดต IE 8 ให้ด้วยเลย จากนั้นคลิกปุ่ม Install ที่อยู่บริเวณมุมล่างขวา ที่เหลือก็รอให้ วินโดวส์ดาวน์โหลดแพตช์อุดช่องโหว่ PowerPoint มาติดตั้ง หลังจากเรียบร้อยแล้ว ระบบจะร้องขอให้รีบู๊ตการทำงาน
ในกรณีที่เครื่องคุณติดตั้ง Office ไว้แล้ว แต่ไม่พบข้อความ Security Update for PowerPoint แสดงว่า PC ของคุณอัพเดตอัตโนมัติไปเรียบร้อยแล้ว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เครื่องของคุณปลอดภัยแล้วนั่นเอง
หวังว่า คำแนะนำเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้หลายๆ ท่านนะครับ
Google เพิ่มเมนูใหม่ให้ฉลาดค้นยิ่งขึ้น
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Google ประกาศว่า จะมีการเพิ่มเมนูใหม่เข้าไปในหน้าผลลัพธ์การค้นหา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถกลั่นกรองผลลัพธ์ที่ต้องการได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น พร้อมทั้งประกาศบริการออนไลน์ที่สามารถแปลงหน้าผลลัพธ์ของการค้นหาให้อยู่ในรูปของตารางสเปรดชีต
ตัวแทนฝ่ายบริการของกูเกิ้ลเปิดเผยว่า กูเกิ้ลกำลังจะให้บริการด้วยวิธีใหม่ เพื่อทำให้ผลลัพธ์ของการค้นหาเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น โดยคุณสมบัติการกลั่นกรองที่เพิ่มเข้าไปจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้คัดกรองผลลัพธ์ที่ต้องการจากองค์ปะรกอบต่างๆ รวมถึงความสดใหม่ของข้อมูลด้วย อย่างเช่น การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคนดัง หน้าผลลัพธ์จะสามารถกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับคนดังคนนั้นได้เร็วกว่าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของดาราคนนั้นเองเสียด้วยซ้ำ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการใหม่นี้ได้จากลิงค์เมนู Show options... ในหน้าผลลัพธ์การค้น
เมนูใหม่ของการค้นหายังช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกชมผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น Wonder Wheel ที่แสดงความสัมพันธ์ของคีย์เวิร์ดกับหัวข้อที่เกียวข้องในรูปแบบกราฟิกดาวกระจาย เช่น เมื่อเลือก Wonder Weel ผลลัพธ์ของคำค้น Brad Pitt จะแสดงเส้นโยงลิงค์รอบๆ คีย์เวิร์ดที่่สนใจ อย่างเช่น "jennifer aniston and brad pitt" และ "troy brad pitt" เป็นต้น
Marissa Mayer รองประธานบริษัท Google กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า คุณสมบัติใหม่นี้จะเผยให้เห็นวิธีค้นหาใหม่ๆ มากมายที่ไม่เคยมีมาก่อน" อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ทำให้ Google ต้องอัพเดตความฉลาดของการค้นหาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเกิดคู่แข่งหน้าใหม่ที่พยายามเสนอความต้องการใหม่ๆ ที่ให้คำตอบที่ฉลาดมากกว่าลิงค์ผลลพัธ์ โดยเฉพาะเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวล่าสุดทีมีกำหนดการเปิดตัวสัปดาห์หน้าอย่าง Wolfram Alpha ที่สามารถตอบคำถามผู้ใช้ได้อย่างฉลาดมาก
นอกจากการอัพเดตคุณสมบัติการทำงานดังกล่าวแล้ว ทาง Google Labs ยังได้พัฒนา Google Squared บริการใหม่ที่สามารถส่งหน้าผลลัพธ์การค้นหาให้อยู่ในรูปแบบของสเปรดชีต โดย Google จะค้นหาผลลัพธ์ที่มีความเกี่ยวข้องมากที่สุด และตัดสินใจเลือกจัดวางลงในแถวและคอลัมน์ให้โดยอัตโนมัติ อย่างเช่น กรณีผู้ใช้ส่งหน้าผลลัพธ์ของคำว่า "mountain bike" (จักรยานเสือภูเขา) ข้อมูลของ "image" (ภาพ) "price" (ราคา) และ "color" (สี) จะถูกแบ่งเป็นคอลัมน์ พร้อมกับใส่ลิงค์ของแต่ละรายการลงในสเปรดชีตให้อีกด้วย
ตัวแทนฝ่ายบริการของกูเกิ้ลเปิดเผยว่า กูเกิ้ลกำลังจะให้บริการด้วยวิธีใหม่ เพื่อทำให้ผลลัพธ์ของการค้นหาเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น โดยคุณสมบัติการกลั่นกรองที่เพิ่มเข้าไปจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้คัดกรองผลลัพธ์ที่ต้องการจากองค์ปะรกอบต่างๆ รวมถึงความสดใหม่ของข้อมูลด้วย อย่างเช่น การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคนดัง หน้าผลลัพธ์จะสามารถกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับคนดังคนนั้นได้เร็วกว่าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของดาราคนนั้นเองเสียด้วยซ้ำ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการใหม่นี้ได้จากลิงค์เมนู Show options... ในหน้าผลลัพธ์การค้น
เมนูใหม่ของการค้นหายังช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกชมผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น Wonder Wheel ที่แสดงความสัมพันธ์ของคีย์เวิร์ดกับหัวข้อที่เกียวข้องในรูปแบบกราฟิกดาวกระจาย เช่น เมื่อเลือก Wonder Weel ผลลัพธ์ของคำค้น Brad Pitt จะแสดงเส้นโยงลิงค์รอบๆ คีย์เวิร์ดที่่สนใจ อย่างเช่น "jennifer aniston and brad pitt" และ "troy brad pitt" เป็นต้น
Marissa Mayer รองประธานบริษัท Google กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า คุณสมบัติใหม่นี้จะเผยให้เห็นวิธีค้นหาใหม่ๆ มากมายที่ไม่เคยมีมาก่อน" อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ทำให้ Google ต้องอัพเดตความฉลาดของการค้นหาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเกิดคู่แข่งหน้าใหม่ที่พยายามเสนอความต้องการใหม่ๆ ที่ให้คำตอบที่ฉลาดมากกว่าลิงค์ผลลพัธ์ โดยเฉพาะเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวล่าสุดทีมีกำหนดการเปิดตัวสัปดาห์หน้าอย่าง Wolfram Alpha ที่สามารถตอบคำถามผู้ใช้ได้อย่างฉลาดมาก
นอกจากการอัพเดตคุณสมบัติการทำงานดังกล่าวแล้ว ทาง Google Labs ยังได้พัฒนา Google Squared บริการใหม่ที่สามารถส่งหน้าผลลัพธ์การค้นหาให้อยู่ในรูปแบบของสเปรดชีต โดย Google จะค้นหาผลลัพธ์ที่มีความเกี่ยวข้องมากที่สุด และตัดสินใจเลือกจัดวางลงในแถวและคอลัมน์ให้โดยอัตโนมัติ อย่างเช่น กรณีผู้ใช้ส่งหน้าผลลัพธ์ของคำว่า "mountain bike" (จักรยานเสือภูเขา) ข้อมูลของ "image" (ภาพ) "price" (ราคา) และ "color" (สี) จะถูกแบ่งเป็นคอลัมน์ พร้อมกับใส่ลิงค์ของแต่ละรายการลงในสเปรดชีตให้อีกด้วย
บอกกี่ครั้งแล้วว่าเน็ตบุ๊กไม่ใช่โน้ตบุ๊ก!!!
ในงานประชุมกลุ่มผู้ลงทุนของอินเทลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานบริหารฝ่ายการตลาดของบริษัทได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางการตลาดของเน็ตบุ๊กตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งตัวแทนจำหน่ายบางรายสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคด้วยการนำเสนอเน็ตบุ๊กว่าเป็นโน้ตบุ๊ก
"ในช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคมของปีที่แล้ว มีร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหลายรายขายเน็ตบุ๊กแทนที่โน้ตบุ๊ก(ทั้งๆ ทีมันไม่เหมือนกัน)" Sean Maloney กล่าวในช่วงถาม-ตอบ "พวกเขายังทำโฆษณาของโน้ตบุ๊กอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีภาพของเน็ตบุ๊กปรากฎอยู่ในโฆษณา และเรียกพวกมันว่า โน้ตบุ๊ก ตัวแทนฯเหล่านี้ต้องเจอกับปัญหาการคืนเครื่องที่สูงมาก โดยบางรายมีอัตราการคืนเน็ตบุ๊กสูงถึง 30% เลยทีเดียว ซึ่งมันคือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว"
Maloney ยังคงกล่าวต่อไปอีกว่า "ดังนั้น เราต้องกลับไปพูดคุยกับตัวแทนเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อให้พวกเขาสร้างความแตกต่างของส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสิ่งที่พวกเขาต้องทำ และห้ามทำ เพื่อให้ตลาดมีความแข็งแรง" ในที่ประชุม อินเทลได้สาธิตให้เห็นถึงช่องว่างของประสิทธิภาพระหว่างเน็ตบุ๊กและโน้ตบุ๊ก โดยให้ทั้งสองแพลตฟอร์มเล่นวิดีโอ High-Definition การแข่งขันบาสเกตบอล NBA ซึ่งปรากฎว่า วิดีโอที่เล่นโดยโพรเซสเซอร์ Atom ใน Netbook มีอาการกระตุก และการขาดหายของเฟรม ในขณะที่ชิป Core 2 ใน Notebook สามารถเล่นวิดีโอไฮเดฟฯได้อย่างราบลื่น การสาธิตดังกล่าวจึงเป็นการชี้ให้เห็นประเด็นที่แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างชิป Atom ใน Netbook ที่สอบตกในเรื่องของสมรรถนะการทำงานบางอย่าง ซึ่ง Notebook สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกัน การสาธิตดังกล่าว ยังช่วยให้ในที่ประชุมเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น เมื่อต้องอธิบายให้ผุ้บริโภคเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง Netbook กับ Notebook รุ่นบางเฉียบที่เรียกว่า Consumer Ultra-Low-Voltage ซึ่งเริ่มมีผู้ผลิตแนะนำให้ตลาดรู้จักกันบ้างแล้ว โน้ตบุ๊ก CULV มีกำหนดวางตลาดในเดือนมิถุนายน โดยราคาในตลาดของเครื่องพวกนี้จะสูงกว่าเน็ตบุ๊ก
สำหรับประเด็นที่ทำให้อินเทลตกเป็นเป้าคำถามในที่ประชุมครั้งนี้ก็คือ ก็ในเมื่ออินทลทราบดีว่า ปัญหาคือ ความไม่เคลียร์ในข้อแตกต่างของเน็ตบุ๊กกับโน้ตบุ๊ก แล้วทำไมจวบจนถึงวันนี้ถึงยังไม่มีแคมเปญจ์โฆษณาที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังที่ได้สาธิตให้กลุ่มนักลงทุนได้เห็นในที่ประชุมครังนี้ออกมาสักที...งานนี้ก็ได้แต่หวังว่า การเจรจากับเหล่าบรรดาตัวแทนจำหน่ายของอินเทลจะประสบความสำเร็จ
"ในช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคมของปีที่แล้ว มีร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหลายรายขายเน็ตบุ๊กแทนที่โน้ตบุ๊ก(ทั้งๆ ทีมันไม่เหมือนกัน)" Sean Maloney กล่าวในช่วงถาม-ตอบ "พวกเขายังทำโฆษณาของโน้ตบุ๊กอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีภาพของเน็ตบุ๊กปรากฎอยู่ในโฆษณา และเรียกพวกมันว่า โน้ตบุ๊ก ตัวแทนฯเหล่านี้ต้องเจอกับปัญหาการคืนเครื่องที่สูงมาก โดยบางรายมีอัตราการคืนเน็ตบุ๊กสูงถึง 30% เลยทีเดียว ซึ่งมันคือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว"
Maloney ยังคงกล่าวต่อไปอีกว่า "ดังนั้น เราต้องกลับไปพูดคุยกับตัวแทนเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อให้พวกเขาสร้างความแตกต่างของส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสิ่งที่พวกเขาต้องทำ และห้ามทำ เพื่อให้ตลาดมีความแข็งแรง" ในที่ประชุม อินเทลได้สาธิตให้เห็นถึงช่องว่างของประสิทธิภาพระหว่างเน็ตบุ๊กและโน้ตบุ๊ก โดยให้ทั้งสองแพลตฟอร์มเล่นวิดีโอ High-Definition การแข่งขันบาสเกตบอล NBA ซึ่งปรากฎว่า วิดีโอที่เล่นโดยโพรเซสเซอร์ Atom ใน Netbook มีอาการกระตุก และการขาดหายของเฟรม ในขณะที่ชิป Core 2 ใน Notebook สามารถเล่นวิดีโอไฮเดฟฯได้อย่างราบลื่น การสาธิตดังกล่าวจึงเป็นการชี้ให้เห็นประเด็นที่แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างชิป Atom ใน Netbook ที่สอบตกในเรื่องของสมรรถนะการทำงานบางอย่าง ซึ่ง Notebook สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกัน การสาธิตดังกล่าว ยังช่วยให้ในที่ประชุมเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น เมื่อต้องอธิบายให้ผุ้บริโภคเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง Netbook กับ Notebook รุ่นบางเฉียบที่เรียกว่า Consumer Ultra-Low-Voltage ซึ่งเริ่มมีผู้ผลิตแนะนำให้ตลาดรู้จักกันบ้างแล้ว โน้ตบุ๊ก CULV มีกำหนดวางตลาดในเดือนมิถุนายน โดยราคาในตลาดของเครื่องพวกนี้จะสูงกว่าเน็ตบุ๊ก
สำหรับประเด็นที่ทำให้อินเทลตกเป็นเป้าคำถามในที่ประชุมครั้งนี้ก็คือ ก็ในเมื่ออินทลทราบดีว่า ปัญหาคือ ความไม่เคลียร์ในข้อแตกต่างของเน็ตบุ๊กกับโน้ตบุ๊ก แล้วทำไมจวบจนถึงวันนี้ถึงยังไม่มีแคมเปญจ์โฆษณาที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังที่ได้สาธิตให้กลุ่มนักลงทุนได้เห็นในที่ประชุมครังนี้ออกมาสักที...งานนี้ก็ได้แต่หวังว่า การเจรจากับเหล่าบรรดาตัวแทนจำหน่ายของอินเทลจะประสบความสำเร็จ
ต้นแบบสถานีเปลี่ยนแบตฯรถยนต์ไฟฟ้า
ต้นแบบสถานีเปลี่ยนแบตฯรถยนต์ไฟฟ้า
บริษัท Better Place ได้เปิดเผยต้นแบบของเทคโนโลยีการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติที่โยโกฮาม่าในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะสามารถสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อันใหม่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว โดยหลังจากเปลี่ยนแบตฯเรียบร้อยแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถวิ่งต่อไปได้ทันที
เทคโนโลยีของระบบการทำงานดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญของแผนธุรกิจ Better Place ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาสถานีรีชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อให้บริการกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยรัฐมนตรีกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของญ๊่ปุ่นได้ชมการสาธิตในโยโกฮาม่า ซึ่งในการสาธิตจะมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้กับต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่ทาง Better Place ได้สร้างขึ้นในสหรัฐ โดยใช้ตัวถังของรถยนต์นิสสัน
สำหรับการทำงานของระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยอัตโนมัติจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่ง Better Place บอกว่า ระบบสามารถปลดแบตเตอรี่ที่หมดแล้วออกจากตัวรถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็สามารถแทนที่ด้วยแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้ว โดยผู้ขับไม่จำเป็นต้องออกมาจากตัวรถเลยตลอดขั้นตอนการให้บริการ ความลับของการทำงานก็คือ หุ่นยนต์ลำเลียงแบตเตอรี่สองตัว โดยตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ถอดแบตเตอรี่อันเก่าออกไปชาร์จ(เพื่อไว้ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าคันอื่น) ส่วนอีกตัวหนึ่งจะลำเลียงแบตฯที่ชาร์จเต็มแล้วเข้าไปใส่ใต้ท้องรถให้แทน ในส่วนของการสาธิตการทำงาน คุณผู้อ่านสามารถรับชมได้จากคลิปที่อยู่ข้างล่างนี้
บริษัท Better Place ได้เปิดเผยต้นแบบของเทคโนโลยีการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติที่โยโกฮาม่าในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะสามารถสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อันใหม่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว โดยหลังจากเปลี่ยนแบตฯเรียบร้อยแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถวิ่งต่อไปได้ทันที
เทคโนโลยีของระบบการทำงานดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญของแผนธุรกิจ Better Place ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาสถานีรีชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อให้บริการกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยรัฐมนตรีกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของญ๊่ปุ่นได้ชมการสาธิตในโยโกฮาม่า ซึ่งในการสาธิตจะมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้กับต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่ทาง Better Place ได้สร้างขึ้นในสหรัฐ โดยใช้ตัวถังของรถยนต์นิสสัน
สำหรับการทำงานของระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยอัตโนมัติจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่ง Better Place บอกว่า ระบบสามารถปลดแบตเตอรี่ที่หมดแล้วออกจากตัวรถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็สามารถแทนที่ด้วยแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้ว โดยผู้ขับไม่จำเป็นต้องออกมาจากตัวรถเลยตลอดขั้นตอนการให้บริการ ความลับของการทำงานก็คือ หุ่นยนต์ลำเลียงแบตเตอรี่สองตัว โดยตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ถอดแบตเตอรี่อันเก่าออกไปชาร์จ(เพื่อไว้ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าคันอื่น) ส่วนอีกตัวหนึ่งจะลำเลียงแบตฯที่ชาร์จเต็มแล้วเข้าไปใส่ใต้ท้องรถให้แทน ในส่วนของการสาธิตการทำงาน คุณผู้อ่านสามารถรับชมได้จากคลิปที่อยู่ข้างล่างนี้
MiFi "ฮอตสปอต"ติดตัวอัจฉริยะ
MiFi "ฮอตสปอต"ติดตัวอัจฉริยะ
แสดงความคิดเห็นปรับขนาดอักษร หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า WiFi (วายฟาย) บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายสาธารณะที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อไร้สายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือเน็ตบุ๊กเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายในอณาบริเวณที่ได้รับการติดตั้งฮอตสปอต แต่สำหรับคำว่า MiFi (มายฟาย) คงจะไม่คุ้นหูใครหลายๆ คนแน่นอน ว่าแต่เจ้า MiFi คืออะไรล่ะ?
MiFi ไม่ใช่ชื่อย่อของเทคโนโลยี แต่ป็นชื่อเรียกแก็ดเจ็ดใหม่ล่าสุดจากบริษัท Novatel Wireless โดยนิยามสั้นๆ ของมันก็คือ "ฮอตสปอตเคลื่อนที่อัจฉริยะ" อาจจะรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับนิยามของอุปกรณ์ไฮเทคชิ้นนี้ เพราะตามปกติฮอตสปอตจะได้รับการติดตั้งตามจุดต่างๆ มากกว่าที่มันจะเคลื่อนที่ไปเรื่อย แต่สำหรับเจ้า MiFi มันสามารถตามติดไปกับคุณได้ทุกที่
แต่เอาเป็นว่า ก่อนที่จะงงกันไปใหญ่ เรามาดูรายละเอียดของอุปกรณ์ชิ้นนี้กันดีกว่า MiFi ประกอบด้วยเราท์เตอร์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ 3G โดยมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิตพกพาใส่กระเป๋าเสื้อได้อย่างสบายๆ ผลลัพธ์ก็คือทำให้ผู้ใช้มีวายฟายฮอตสปอตไปใช้งานที่ไหนก็ได้นั่นเอง เราท์เตอร์ MiFi จะมีแบตเตอรี่สำหรับการทำงานอยู่ภายใน ซึ่งเมื่อชาร์จจนเต็มจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 4 ชั่วโมง หรือสแตนด์บาย 40 ชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเน็ตที่ไหนก็ได้ โดยเชื่อมต่อไร้สายผ่านตัวมันด้วยเทคโนโลยี 3G แล้ว MiFi ยังสนับสนุนการใช้ VPN ตลอดจนการซิงค์อีเมล์โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งค่าการทำงาน
Novatel Wireless ให้ข้อมูลว่า MiFi จะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ในการติดตังแต่อย่างใด ผู้ใช้เพียงแค่ตั้งค่าเน็ตเวิร์กไร้สายบนพีซีให้เข้ากับ MiFi ก็เป็นอันเรียบร้อย ทางบริษัจจะขาย MiFi ไปกับผู้บริการอย่าง AT&T, Verizon และ Sprint ประเด็นใหญ่ที่ MiFi ต้องเจอก็คือ ค่าแบรนด์วิดธ์รายเดือน เนื่องจาก MiFi จะแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือ(3G)ไปอยู่ในรูปของสํญญาณ WiFi ที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 5 คน ดังนั้น ค่าบริการจะสูงขึ้นอันเนื่องจากการใช้แบรนด์วิดธิที่มากขึ้นนั่นเอง
แสดงความคิดเห็นปรับขนาดอักษร หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า WiFi (วายฟาย) บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายสาธารณะที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อไร้สายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือเน็ตบุ๊กเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายในอณาบริเวณที่ได้รับการติดตั้งฮอตสปอต แต่สำหรับคำว่า MiFi (มายฟาย) คงจะไม่คุ้นหูใครหลายๆ คนแน่นอน ว่าแต่เจ้า MiFi คืออะไรล่ะ?
MiFi ไม่ใช่ชื่อย่อของเทคโนโลยี แต่ป็นชื่อเรียกแก็ดเจ็ดใหม่ล่าสุดจากบริษัท Novatel Wireless โดยนิยามสั้นๆ ของมันก็คือ "ฮอตสปอตเคลื่อนที่อัจฉริยะ" อาจจะรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับนิยามของอุปกรณ์ไฮเทคชิ้นนี้ เพราะตามปกติฮอตสปอตจะได้รับการติดตั้งตามจุดต่างๆ มากกว่าที่มันจะเคลื่อนที่ไปเรื่อย แต่สำหรับเจ้า MiFi มันสามารถตามติดไปกับคุณได้ทุกที่
แต่เอาเป็นว่า ก่อนที่จะงงกันไปใหญ่ เรามาดูรายละเอียดของอุปกรณ์ชิ้นนี้กันดีกว่า MiFi ประกอบด้วยเราท์เตอร์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ 3G โดยมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิตพกพาใส่กระเป๋าเสื้อได้อย่างสบายๆ ผลลัพธ์ก็คือทำให้ผู้ใช้มีวายฟายฮอตสปอตไปใช้งานที่ไหนก็ได้นั่นเอง เราท์เตอร์ MiFi จะมีแบตเตอรี่สำหรับการทำงานอยู่ภายใน ซึ่งเมื่อชาร์จจนเต็มจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 4 ชั่วโมง หรือสแตนด์บาย 40 ชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเน็ตที่ไหนก็ได้ โดยเชื่อมต่อไร้สายผ่านตัวมันด้วยเทคโนโลยี 3G แล้ว MiFi ยังสนับสนุนการใช้ VPN ตลอดจนการซิงค์อีเมล์โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งค่าการทำงาน
Novatel Wireless ให้ข้อมูลว่า MiFi จะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ในการติดตังแต่อย่างใด ผู้ใช้เพียงแค่ตั้งค่าเน็ตเวิร์กไร้สายบนพีซีให้เข้ากับ MiFi ก็เป็นอันเรียบร้อย ทางบริษัจจะขาย MiFi ไปกับผู้บริการอย่าง AT&T, Verizon และ Sprint ประเด็นใหญ่ที่ MiFi ต้องเจอก็คือ ค่าแบรนด์วิดธ์รายเดือน เนื่องจาก MiFi จะแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือ(3G)ไปอยู่ในรูปของสํญญาณ WiFi ที่สามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 5 คน ดังนั้น ค่าบริการจะสูงขึ้นอันเนื่องจากการใช้แบรนด์วิดธิที่มากขึ้นนั่นเอง
บล็อกเกอร์กระจายข่าวบนคินเดิ้ลได้แล้ว
บล็อกเกอร์กระจายข่าวบนคินเดิ้ลได้แล้ว
รายงานข่าวล่าสุด Amazon ตัดสินใจอนุญาติให้บล็อกเกอร์ทั่วโลกสามารถเผยแพร่ข้อเขียนที่โพสต์ในบล็อกของตนเข้าไปยังเครื่องอ่านอีบุ๊ก Kindle ได้แล้ว โดยจะชาร์จค่าบริการเปิดอ่านคอนเท็นต์จากเจ้าของคินเดิ้ลด้วย
นั่นหมายความว่า Kindle จะไม่ได้เป็นแค่เครื่องอ่านอีบุ๊กที่อยู่ในรูปของหนังสือ หรือหนังสือพิมพ์อีกต่อไป แต่จะเพิ่มในส่วนของบล็อกเข้าไปด้วยนัี่นเอง ซึ่งแต่เดิม Amazon จะจำกัดให้บางบล็อกเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่ข้อมูลผ่าน Kindle แต่ล่าสุดทางบริษํทได้เปิดให้บริการดังกล่าวกับบล็อกเกอร์ทั่วโลกแล้ว
บล็อกเกอร์รายใดที่สนใจสามารถสมัครใช้บริการ "Kindle Publishing for Blogs" (รุ่นทดสอบ) ด้วยการสร้างบัญชีผู้ใช้ ซึ่งงานของเจ้าของบล็อกเพียงแค่ตั้งค่าฟีด(rss)ให้กับเว็บไซต์ Amazon โดยหลังจากนั้น ทางบริษัทจะแปลงรูปแบบของข้อมูลให้สามารถเข้าไปแสดงผลใน Kindle ได้ อย่างไรก็ตาม Amazon ยังไม่ได้ระบุลงไปอย่างชัดเจนว่า บล็อกเกอร์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากน้อยเท่าไร แต่จะแบ่งจากรายได้ที่สมาชิกสมัครรับข้อมูลจากบล็อก ซึ่งปัจจุบันบล็อกที่เปิดใน Kindle จะชาร์จผู้อ่านที่เป็นสมาชิก 2 เหรียญฯ ต่อบล็อก โดยเจ้าของบล็อกจะได้ส่วนแบ่ง 30% ส่วน 70% เข้ากระเป๋า Amazon
ประเด็นที่น่าขบคิดก็คือ ถ้า Amazon ไม่ลดค่าสมัครสมาชิกในการอ่านบล็อกลงมาให้เหลือเพียงไม่กี่เซนต์ มันก็ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน สำหรับการที่ผู้ใช้จะต้องจ่ายเพิ่มเพื่ออ่านแต่ละบล็อกในเมื่อสามารถอ่านได้ฟรีจากคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน
รายงานข่าวล่าสุด Amazon ตัดสินใจอนุญาติให้บล็อกเกอร์ทั่วโลกสามารถเผยแพร่ข้อเขียนที่โพสต์ในบล็อกของตนเข้าไปยังเครื่องอ่านอีบุ๊ก Kindle ได้แล้ว โดยจะชาร์จค่าบริการเปิดอ่านคอนเท็นต์จากเจ้าของคินเดิ้ลด้วย
นั่นหมายความว่า Kindle จะไม่ได้เป็นแค่เครื่องอ่านอีบุ๊กที่อยู่ในรูปของหนังสือ หรือหนังสือพิมพ์อีกต่อไป แต่จะเพิ่มในส่วนของบล็อกเข้าไปด้วยนัี่นเอง ซึ่งแต่เดิม Amazon จะจำกัดให้บางบล็อกเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่ข้อมูลผ่าน Kindle แต่ล่าสุดทางบริษํทได้เปิดให้บริการดังกล่าวกับบล็อกเกอร์ทั่วโลกแล้ว
บล็อกเกอร์รายใดที่สนใจสามารถสมัครใช้บริการ "Kindle Publishing for Blogs" (รุ่นทดสอบ) ด้วยการสร้างบัญชีผู้ใช้ ซึ่งงานของเจ้าของบล็อกเพียงแค่ตั้งค่าฟีด(rss)ให้กับเว็บไซต์ Amazon โดยหลังจากนั้น ทางบริษัทจะแปลงรูปแบบของข้อมูลให้สามารถเข้าไปแสดงผลใน Kindle ได้ อย่างไรก็ตาม Amazon ยังไม่ได้ระบุลงไปอย่างชัดเจนว่า บล็อกเกอร์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากน้อยเท่าไร แต่จะแบ่งจากรายได้ที่สมาชิกสมัครรับข้อมูลจากบล็อก ซึ่งปัจจุบันบล็อกที่เปิดใน Kindle จะชาร์จผู้อ่านที่เป็นสมาชิก 2 เหรียญฯ ต่อบล็อก โดยเจ้าของบล็อกจะได้ส่วนแบ่ง 30% ส่วน 70% เข้ากระเป๋า Amazon
ประเด็นที่น่าขบคิดก็คือ ถ้า Amazon ไม่ลดค่าสมัครสมาชิกในการอ่านบล็อกลงมาให้เหลือเพียงไม่กี่เซนต์ มันก็ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน สำหรับการที่ผู้ใช้จะต้องจ่ายเพิ่มเพื่ออ่านแต่ละบล็อกในเมื่อสามารถอ่านได้ฟรีจากคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน
Resident Evil บุก iPhone
เช้านี้มีข่าวดีสำหรับเจ้าของ iPhone และ iPod Touch ที่ชื่นชอบเกมไล่ล่าซอมบี้อย่าง Resident Evil เพราะล่าสุด Capcom บริษัทผู้พัฒนาเกมดังกล่าวได้ออกเวอร์ชันสำหรับเล่นเกมนี้บนไอโฟน และไอพอดทัชแล้ว
สำหรับ Resident Evil บน iPhone จะยังคงความตื่นเต้นลุ้นระทึกได้ไม่แพ้เวอร์ชันบนพีซี และเครื่องเล่นเกม โดยเฉพาะการที่ผู้เล่นต้องรับบทเป็นนักล่าด้วยมุมมองรูปแบบของเกม 3 มิติที่สมบูรณ์แบบ คุณสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ในท่าทางต่างๆ ตลอดจนยิงกระหน่ำเหล่าซอมบี้ได้โดยใช้นิ้วสัมผัสบนหน้าจอเท่านั้น รายละเอียดบางส่วนของเกมมีดังนี้
ผู้เล่นจะต้องสำรวจสนามบินฮาร์วาร์ดวิลล์ เพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิต ไขปริศนา และต่อสู้กับกองทัพซอมบี้ทีไม่ยอมตายง่ายๆ
PDA ที่อยู่ในเกมใช้สำหรับจัดการสิ่งของต่างๆ ที่รวบรวมได้ ตลอดจนใช้ดูแผนที่
"เป้าเล็งเลเซอร์" ที่ช่วยให้การเล็งเป้าหมายของผู้เล่นมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
ฉากแบคกราวด์ ตัวละคอน ตลอดจนสิ่งของต่างๆ เรนเดอร์ 3 มิติสมบูรณ์แบบ
ผู้เล่นใช้นิ้วสัมผัสอินเตอร์เฟซควบคุม เพื่อให้ตัวละคอนในเกมแอคชั่น หรือเคลื่อนที่ไปในทิศทางต้องการ ตลอดจนเล็งเป้าและยิงซอมบี้
ผู้เล่นจะต้องเขย่าไอโฟน/ไอพอดทัช เพื่อสลัดตัวเองให้หลุดจากซอมบี้ได้
โดยรวมแล้ว เอ็นจิ้น 3D ของเกมทำได้น่าประทับใจมากๆ นอกจากนี้ปุ่มเสมือนที่ปรากฎบนหน้าจอสัมผัสยังช่วยให้การควบคุมเกมทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เสียงประกอบที่ชวนสยอง ประสบการณ์ทั้งหมดนี้จะสามารถพบได้ใน Resident Evil: Degeneration บน iPhone สนนราคาอยู่ที่ 6.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 260 บาท
สำหรับ Resident Evil บน iPhone จะยังคงความตื่นเต้นลุ้นระทึกได้ไม่แพ้เวอร์ชันบนพีซี และเครื่องเล่นเกม โดยเฉพาะการที่ผู้เล่นต้องรับบทเป็นนักล่าด้วยมุมมองรูปแบบของเกม 3 มิติที่สมบูรณ์แบบ คุณสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ในท่าทางต่างๆ ตลอดจนยิงกระหน่ำเหล่าซอมบี้ได้โดยใช้นิ้วสัมผัสบนหน้าจอเท่านั้น รายละเอียดบางส่วนของเกมมีดังนี้
ผู้เล่นจะต้องสำรวจสนามบินฮาร์วาร์ดวิลล์ เพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิต ไขปริศนา และต่อสู้กับกองทัพซอมบี้ทีไม่ยอมตายง่ายๆ
PDA ที่อยู่ในเกมใช้สำหรับจัดการสิ่งของต่างๆ ที่รวบรวมได้ ตลอดจนใช้ดูแผนที่
"เป้าเล็งเลเซอร์" ที่ช่วยให้การเล็งเป้าหมายของผู้เล่นมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
ฉากแบคกราวด์ ตัวละคอน ตลอดจนสิ่งของต่างๆ เรนเดอร์ 3 มิติสมบูรณ์แบบ
ผู้เล่นใช้นิ้วสัมผัสอินเตอร์เฟซควบคุม เพื่อให้ตัวละคอนในเกมแอคชั่น หรือเคลื่อนที่ไปในทิศทางต้องการ ตลอดจนเล็งเป้าและยิงซอมบี้
ผู้เล่นจะต้องเขย่าไอโฟน/ไอพอดทัช เพื่อสลัดตัวเองให้หลุดจากซอมบี้ได้
โดยรวมแล้ว เอ็นจิ้น 3D ของเกมทำได้น่าประทับใจมากๆ นอกจากนี้ปุ่มเสมือนที่ปรากฎบนหน้าจอสัมผัสยังช่วยให้การควบคุมเกมทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เสียงประกอบที่ชวนสยอง ประสบการณ์ทั้งหมดนี้จะสามารถพบได้ใน Resident Evil: Degeneration บน iPhone สนนราคาอยู่ที่ 6.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 260 บาท
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ระวัง!!!เปิด PDF ในบราวเซอร์โดนยึด PC
รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า Mikko Hypponen ผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยจากบริษัท F-Secure กล่าวเตือนผู้ใช้เน็ตในงานประชุม RSA security conference ว่าไม่ควรเปิดไฟล์เอกสาร PDF จากในบราวเซอร์ เนื่องจากวิธีดังกล่าวมีโอกาสที่พีซีจะติดไวรัสผ่านทางการดาวน์โหลดได้
"คำแนะนำของผมคือ ไม่ควรเปิดไฟล์เอกสาร PDF จากในบราวเซอร์ และผมไม่คาดว่า จะได้รับการ์ดคริสต์มาสจากอะโดบี้" Mikko กล่าวย้ำอย่างหนักแน่นในงานประชุมครั้งนี้ เหตุผลสำคัญก็คือ ปัจจุบันจำนวนผู้้ไม่หวังดีและแฮคเกอร์ที่พยายามใช้ข้อผิดพลาดในปลั๊กอิน Adobe Acrobat Reader ของบราวเซอร์ เพื่อส่งโค้ดอันตรายเข้าไปเปิดช่องให้ตัวเองผ่านเข้าไปยังระบบเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยขั้นตอนในการผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแฮคเกอร์ ดังนั้น เวลาที่คุณใช้ปลั๊กอิน Adobe Reder จากในบราวเซอร์ให้ทำงาน ไฟล์เอกสาร PDF เล็กๆ จากผู้ไม่หวังดีจะถูกเปิดและติดตั้งแบคดอร์(backdoor) โปรแกรมที่จะแอบเปิดพอร์ตให้แฮคเกอร์สามารถเข้าไปในระบบ เพื่อควบคุมการทำงานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้
ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง 16 เมษายนของปีที่แล้ว ทาง F-Secure พบว่า มีการเทคนิคเหล่านี้ในการโจมตีผู้ใช้ถึง 128 รูปแบบแตกต่างกันไป ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้ ทางบริษัทพบว่า มันมีวิธีโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 2,305 รูปแบบเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ที่ตกเป็นเหยื่อติดบ็อตเน็ต(botnet)จากการดาวน์โหลดไฟล์อันตรายจากแฮคเกอร์มาเปิดโดยไม่รู้ตัว 1.9 ล้านเครื่องเลยทีเดียว
"คำแนะนำของผมคือ ไม่ควรเปิดไฟล์เอกสาร PDF จากในบราวเซอร์ และผมไม่คาดว่า จะได้รับการ์ดคริสต์มาสจากอะโดบี้" Mikko กล่าวย้ำอย่างหนักแน่นในงานประชุมครั้งนี้ เหตุผลสำคัญก็คือ ปัจจุบันจำนวนผู้้ไม่หวังดีและแฮคเกอร์ที่พยายามใช้ข้อผิดพลาดในปลั๊กอิน Adobe Acrobat Reader ของบราวเซอร์ เพื่อส่งโค้ดอันตรายเข้าไปเปิดช่องให้ตัวเองผ่านเข้าไปยังระบบเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยขั้นตอนในการผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแฮคเกอร์ ดังนั้น เวลาที่คุณใช้ปลั๊กอิน Adobe Reder จากในบราวเซอร์ให้ทำงาน ไฟล์เอกสาร PDF เล็กๆ จากผู้ไม่หวังดีจะถูกเปิดและติดตั้งแบคดอร์(backdoor) โปรแกรมที่จะแอบเปิดพอร์ตให้แฮคเกอร์สามารถเข้าไปในระบบ เพื่อควบคุมการทำงานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้
ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง 16 เมษายนของปีที่แล้ว ทาง F-Secure พบว่า มีการเทคนิคเหล่านี้ในการโจมตีผู้ใช้ถึง 128 รูปแบบแตกต่างกันไป ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้ ทางบริษัทพบว่า มันมีวิธีโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 2,305 รูปแบบเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ที่ตกเป็นเหยื่อติดบ็อตเน็ต(botnet)จากการดาวน์โหลดไฟล์อันตรายจากแฮคเกอร์มาเปิดโดยไม่รู้ตัว 1.9 ล้านเครื่องเลยทีเดียว
IE8 แตะเบรค Firefox ไม่สำเร็จ!!!
รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า ส่วนแบ่งตลาดของบราวเซอร์ไฟร์ฟอกซ์ (Firefox) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่โครม (Chrome) ของกูเกิ้ล และซาฟารี (Safari) ของแอปเปิ้ลมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งดูเหมือนว่า IE 8 ที่เพิ่งเปิดตัวได้สองสัปดาห์จะไม่สามารถยับยั้งการเติบโตของคู่แข่งได้เลย
จากข้อมูลสถิติการใช้บราวเซอร์ทั่วโลกพบว่า ไมโครซอฟท์ยังคงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดบราวเซอร์ให้กับไฟร์ฟอกซ์ของโมซิลล่าอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดจาก Net Applications ระบุว่า IE ตกลงจาก 67.44% ในเดือนกุมภาพันธ์มาอยู่ที่ 66.82% ในเดือนมีนาคม ซึ่งสวนทางกับคู่แข่งอย่าง Firefox ที่มีส่วนแบ่งตลาดโตขึ้นจาก 21.77% ไปเป็น 22.05% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ส่วนทางด้านบราวเซอร์ Chrome ของ Google และ Safari ของ Apple มีการเติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดย Chrome มีการเติบโตจาก 1.15% ไปเป็น 1.23% ส่วน Safari เพิ่มขึ้นจาก 8.02% ไปเป็น 8.23% ผลสำรวจตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สถิติข้างต้นอาจจะยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องนัก เนื่องจากหากพิจารณาเฉพาะ IE 8 เพียงอย่างเดียวจะพบว่า มันมีส่วนแบ่งตลาดที่เติบโตเร็วมาก โดยสถิติล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม IE 8 สามารถแย่งแชร์มาได้สูงถึง 3.07% ในขณะเดียวกันยั้งส่งผลต่อยอดผู้ใช้ IE โดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 1.83% ซึ่งคงต้องให้เวลากับบราวเซอร์ตัวนี้ได้พิสูจน์ตัวเองต่อไป นอกจากนี้ หาก Windows 7 ออกมาได้ตามกำหนดจริง ก็จะยิ่งเป็นตัวเร่งเครื่องให้ส่วนแบ่งตลาด IE เพิ่มขึ้นได้อีก ถึงเวลานั้น Firefox และบราวเซอร์ตัวอื่นๆ คงต้องงัดกลยุทธ์ไม้เด็ดกันออกมาป้องกันส่วนแบ่งตลาดที่อาจจะถูกแย่งคืนกลับไปก็ได้
จากข้อมูลสถิติการใช้บราวเซอร์ทั่วโลกพบว่า ไมโครซอฟท์ยังคงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดบราวเซอร์ให้กับไฟร์ฟอกซ์ของโมซิลล่าอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดจาก Net Applications ระบุว่า IE ตกลงจาก 67.44% ในเดือนกุมภาพันธ์มาอยู่ที่ 66.82% ในเดือนมีนาคม ซึ่งสวนทางกับคู่แข่งอย่าง Firefox ที่มีส่วนแบ่งตลาดโตขึ้นจาก 21.77% ไปเป็น 22.05% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ส่วนทางด้านบราวเซอร์ Chrome ของ Google และ Safari ของ Apple มีการเติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดย Chrome มีการเติบโตจาก 1.15% ไปเป็น 1.23% ส่วน Safari เพิ่มขึ้นจาก 8.02% ไปเป็น 8.23% ผลสำรวจตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สถิติข้างต้นอาจจะยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องนัก เนื่องจากหากพิจารณาเฉพาะ IE 8 เพียงอย่างเดียวจะพบว่า มันมีส่วนแบ่งตลาดที่เติบโตเร็วมาก โดยสถิติล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม IE 8 สามารถแย่งแชร์มาได้สูงถึง 3.07% ในขณะเดียวกันยั้งส่งผลต่อยอดผู้ใช้ IE โดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 1.83% ซึ่งคงต้องให้เวลากับบราวเซอร์ตัวนี้ได้พิสูจน์ตัวเองต่อไป นอกจากนี้ หาก Windows 7 ออกมาได้ตามกำหนดจริง ก็จะยิ่งเป็นตัวเร่งเครื่องให้ส่วนแบ่งตลาด IE เพิ่มขึ้นได้อีก ถึงเวลานั้น Firefox และบราวเซอร์ตัวอื่นๆ คงต้องงัดกลยุทธ์ไม้เด็ดกันออกมาป้องกันส่วนแบ่งตลาดที่อาจจะถูกแย่งคืนกลับไปก็ได้
Firefox 3.0.9 อุดช่องโหว่ 12 แห่ง
รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า ผูใช้บราวเซอร์โอเพ่นซอร์สยอดนิยมอย่าง Firefox ควรอัพเกรดเวอร์ชันเป็น 3.0.9 โดยด่วน เนื่องจากเป็นเวอร์ชันที่ได้รับการอุดช่องโหว่สำคัญๆ ถึง 12 แห่งด้วยกัน แต่จะไม่มีการเพิ่มคุณสมบัติการทำงานใหม่ๆ ทีพบใน Firefox 3.1 รุ่นทดสอบเข้าไปแต่อย่างใด
สำหรับขั้นตอนการอัพเกรดให้คลิ้กเมนู Help ใน Firefox 3.0 จากนั้นเลือกคำสั่ง Updates จากในเมนูบราวเซอร์จะดาวน์โหลดอัพเกรดเข้ามาติดตั้งให้โดยอัตโนมัติ ในส่วนของการอัพเกรดเป็นเวอร์ชัน 3.0.9 จะเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของการทำงาน ซึ่งรายละเอียดจะมีอยู่ในหน้าเว็บ Security Advisories for Firefox 3.0 โดยจะเป็นการแก้ปัญหาที่เกียวข้องกับกลไกการทำงานของจาวาสคริปท์ และป้องกันปลั๊กอินเสิร์ชเอ็นจิ้นอันตราย เนื่องจากมันสามารถทำให้บราวเซอร์ล่มการทำงานเนื่องจากการจัดการหน่วยความจำได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดช่องโหว่ให้แฮคเกอร์สามารถส่งโค้ดอันตรายเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้นั่นเอง การตรวจสอบเวอร์ชันของไฟร์ฟอกซ์ สามารถทำได้โดยคลิ้กเมนู Help เลือกคำสั่ง About Mozilla Firefox สำหรับเวอร์ชันที่อัพเกรดแล้วจะแสดงรายละเอียดดังรูปข้างล่างนี้
สำหรับขั้นตอนการอัพเกรดให้คลิ้กเมนู Help ใน Firefox 3.0 จากนั้นเลือกคำสั่ง Updates จากในเมนูบราวเซอร์จะดาวน์โหลดอัพเกรดเข้ามาติดตั้งให้โดยอัตโนมัติ ในส่วนของการอัพเกรดเป็นเวอร์ชัน 3.0.9 จะเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของการทำงาน ซึ่งรายละเอียดจะมีอยู่ในหน้าเว็บ Security Advisories for Firefox 3.0 โดยจะเป็นการแก้ปัญหาที่เกียวข้องกับกลไกการทำงานของจาวาสคริปท์ และป้องกันปลั๊กอินเสิร์ชเอ็นจิ้นอันตราย เนื่องจากมันสามารถทำให้บราวเซอร์ล่มการทำงานเนื่องจากการจัดการหน่วยความจำได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดช่องโหว่ให้แฮคเกอร์สามารถส่งโค้ดอันตรายเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้นั่นเอง การตรวจสอบเวอร์ชันของไฟร์ฟอกซ์ สามารถทำได้โดยคลิ้กเมนู Help เลือกคำสั่ง About Mozilla Firefox สำหรับเวอร์ชันที่อัพเกรดแล้วจะแสดงรายละเอียดดังรูปข้างล่างนี้
หากโลกนี้ไม่มี Photoshop?
ผู้ใช้ที่ต้องการซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพขั้นเทพอย่างโฟโตชอป แต่ต้องเป็นของฟรี ส่วนใหญ่ก็จะเลือกใช้กิมป์ ซึ่งดูเหมือนจะใกล้เคียงที่สุด อย่างไรก็ตาม ในความคล้ายก็ยังมีอีกหลายส่วน โดยเฉพาะอินเตอร์เฟซและขั้นตอนการใช้งานบางอย่างที่ไม่ค่อยสะดวกนัก ล่าสุดผมมีทางเลือกใหม่สำหรับการใช้โปรแกรมตกแต่งภาพขั้นเทพฯ แต่ตัวนี้เจ๋งกว่า ไม่ต้องติดตั้ง เพราะเป็นบริการออนไลน์ แถมยังมีปลั๊กอินสำหรับไฟร์ฟอกซ์อีกต่างหาก
Pixlr เป็นเว็บเบสแอพพลิเคชันที่ใช้ตกแต่งภาพดิจิตอลได้ในระดับโปรเฟชชันแนล โดยสามารถโหลดทำงานในเว็บบราวเซอร์ได้ เพียงแค่เข้าไปยังเว็บไซต์ที่ให้บริการ หน้าเว็บของคุณก็จะกลายเป็นโปรแกรมตกแต่งภาพที่มีเครื่องไม้เครื่องมือละม้ายคล้ายคลึง Photoshop ยังไงยังงั้น ผู้ใช้สามารถดัด ขยาย ใส่เอฟเฟกต์ ระบายสี ตลอดจนการใช้เลเยอร์ เพื่อตกแต่งภาพให้สวยงามดังจินตนาการ ลองดูภาพตัวอย่างข้างล่างนี้ที่ใช้ตกแต่งด้วย Pixlr เห็นแล้วอึ้งไปเลย
เนื่องจาก Pixlr พัฒนาจาก Flash ดังนั้น ผู้ใช้จึงสามารถเล่นได้ทั้งใน IE และ Firefox แต่เพื่อความสะดวกขึ้นมาอีกขั้น สำหรับผู้ใช้ไฟร์ฟอกซ์สามารถติดตั้งปลั๊กอิน เพื่อเรียกใช้งาน Pixlr ได้สะดวกขึ้น โดยสังเกตไอคอนรูปกล้องที่อยู่บนแถบสถานะด้านล่างของบราวเซอร์ เพื่อจับเก็บภาพบนหน้าจอและอิมพอร์ตเข้าไปใน Pixlr เพื่อทำการแก้ไขได้ทันที หรือถ้าต้องการแก้ไขภาพใดบนหน้าเว็บ แค่คลิกขวาแล้วเลือก Edit image with Pixlr ภาพนั้นก็จะถูกเปิดในแท็บใหม่ โดยโหลดอยู่ใน Pixlr รอให้คุณแก้ไขได้ทันที สำหรับผู้ใช้ Photoshop มาก่อน สามารถใช้ Pixlr ได้ทันที ที่สำคัญมันเป็นบริการฟรีอีกด้วย
Pixlr เป็นเว็บเบสแอพพลิเคชันที่ใช้ตกแต่งภาพดิจิตอลได้ในระดับโปรเฟชชันแนล โดยสามารถโหลดทำงานในเว็บบราวเซอร์ได้ เพียงแค่เข้าไปยังเว็บไซต์ที่ให้บริการ หน้าเว็บของคุณก็จะกลายเป็นโปรแกรมตกแต่งภาพที่มีเครื่องไม้เครื่องมือละม้ายคล้ายคลึง Photoshop ยังไงยังงั้น ผู้ใช้สามารถดัด ขยาย ใส่เอฟเฟกต์ ระบายสี ตลอดจนการใช้เลเยอร์ เพื่อตกแต่งภาพให้สวยงามดังจินตนาการ ลองดูภาพตัวอย่างข้างล่างนี้ที่ใช้ตกแต่งด้วย Pixlr เห็นแล้วอึ้งไปเลย
เนื่องจาก Pixlr พัฒนาจาก Flash ดังนั้น ผู้ใช้จึงสามารถเล่นได้ทั้งใน IE และ Firefox แต่เพื่อความสะดวกขึ้นมาอีกขั้น สำหรับผู้ใช้ไฟร์ฟอกซ์สามารถติดตั้งปลั๊กอิน เพื่อเรียกใช้งาน Pixlr ได้สะดวกขึ้น โดยสังเกตไอคอนรูปกล้องที่อยู่บนแถบสถานะด้านล่างของบราวเซอร์ เพื่อจับเก็บภาพบนหน้าจอและอิมพอร์ตเข้าไปใน Pixlr เพื่อทำการแก้ไขได้ทันที หรือถ้าต้องการแก้ไขภาพใดบนหน้าเว็บ แค่คลิกขวาแล้วเลือก Edit image with Pixlr ภาพนั้นก็จะถูกเปิดในแท็บใหม่ โดยโหลดอยู่ใน Pixlr รอให้คุณแก้ไขได้ทันที สำหรับผู้ใช้ Photoshop มาก่อน สามารถใช้ Pixlr ได้ทันที ที่สำคัญมันเป็นบริการฟรีอีกด้วย
ไฟร์ฟอกซ์สนับสนุนมัลติโพรเซสเซอร์
"ไฟร์ฟอกซ์" บราวเซอร์ที่มีผู้ใช้มากเป็นอันดับสองของโลก กำลังเตรียมอัพเดตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอีกครั้ง โดยจะพัฒนาให้รองรับการทำงานกับโพรเซสเซอร์หลายตัว (multi-processor) เพื่อให้สอดรับการทำงานร่วมกับสถาปัตยกรรมโพรเซสเซอร์หลายคอร์ในปัจจุบัน
ความจริง บราวเซอร์อย่าง Google Chrome และ IE8 ต่างก็มีฟังก์ชันสนับสนุนมัลติโพรเซสเซอร์แล้ว โดยเทคนิคดังกล่าวจะเป็นการแยกโพรเซสการทำงานของแต่ละแท็บออกจากกัน ดังนั้นหากแท็บใดแท็บหนึ่งมีปัญหา บราวเซอร์ก็จะไม่ล่มการทำงานตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งวิธีการแยกโพรเซสนอกจากจะช่วยเพิ่มสเถียรภาพการทำงานแล้ว มันยังช่วยเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบราวเซอร์ให้ดีขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การอัพเดตคุณสมบัติการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อน ทีมพัฒนาจำเป็นต้องแบ่งงานออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ ด้วยกัน โดยในเฟสแรกจะเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพในขั้นต้น แต่ก็จะเห็นผลลัพธ์ของความเปลียนแปลงในการทำงานได้ชัดเจนพอสมควร ทั้งนี้ทีมพัฒนาคาดว่า จะสามารถอัพเดตเฟสแรกเสร็จในเดือนกรกฎาคม ศกนี้ สำหรับไฟร์ฟอกซ์เวอร์ชันสนับสนุนมัลติโพรเซสเซอร์ที่สมบูรณ์คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการพัฒนานับจากนี้ไปประมาณหนึ่งปีเลยทีเดียว
ความจริง บราวเซอร์อย่าง Google Chrome และ IE8 ต่างก็มีฟังก์ชันสนับสนุนมัลติโพรเซสเซอร์แล้ว โดยเทคนิคดังกล่าวจะเป็นการแยกโพรเซสการทำงานของแต่ละแท็บออกจากกัน ดังนั้นหากแท็บใดแท็บหนึ่งมีปัญหา บราวเซอร์ก็จะไม่ล่มการทำงานตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งวิธีการแยกโพรเซสนอกจากจะช่วยเพิ่มสเถียรภาพการทำงานแล้ว มันยังช่วยเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบราวเซอร์ให้ดีขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การอัพเดตคุณสมบัติการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อน ทีมพัฒนาจำเป็นต้องแบ่งงานออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ ด้วยกัน โดยในเฟสแรกจะเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพในขั้นต้น แต่ก็จะเห็นผลลัพธ์ของความเปลียนแปลงในการทำงานได้ชัดเจนพอสมควร ทั้งนี้ทีมพัฒนาคาดว่า จะสามารถอัพเดตเฟสแรกเสร็จในเดือนกรกฎาคม ศกนี้ สำหรับไฟร์ฟอกซ์เวอร์ชันสนับสนุนมัลติโพรเซสเซอร์ที่สมบูรณ์คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการพัฒนานับจากนี้ไปประมาณหนึ่งปีเลยทีเดียว
Google โฆษณา Chrome ทางทีวี
แม้ Google จะสร้างธุรกิจขึ้นมาจากโฆษณาที่ยกระดับจากสื่อดั้งเดิมอย่าง ทีวี และหนังสือพิมพ์ขึ้นไปอยู่บนอินเทอร์เน็ต แต่ล่าสุด Google เตรียมดันบราวเซอร์ที่ทางบริษัทมีความเชื่อมั่นในพลังของมันอย่าง Chrome เต็มสูบด้วยการโฆษณาเว็บบราวเซอร์ตัวนี้ทางทีวี
เสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่เปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในบล็อกของทางบริษัท โดยระบุชัดเจนว่า บริษัทกำลังรันโฆษณาทางทีวีในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อปลุกตลาดบราวเซอร์ Google Chrome ให้เกิดผลกระทบกับผู้ใช้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งโฆษณาชุดใหม่ทีถูกจุดประกายเริ่มต้นจากทีม Google ในญี่ปุ่นที่ได้จัดทำคลิปที่อธิบายความเรียบง่ายแต่ทรงพลังของ Chrome ปรากฎว่า คลิปดังกล่าวได้ผลตอบรับที่ดี(มีผู้ชมกว่าสองล้าน) จนกระทั่งกูเกิ้ลถึงกับเปิดหน้าเว็บ Chome Shorts ใน Youtube เพื่อนำเสนอความน่าสนใจของบราวเซอร์
"เราได้คุยกับทีม Google TV Ads เพื่อจัดการซื้อเวลาที่จะนำเสนอวิดีโอ ซึ่งทางทีมกูเกิ้ลในญ๊่ปุ่นได้จัดทำขึ้นมา ให้ได้รับการเผยแพร่ไปยังผู้ชมในวงกว้างมากยิ่งขึ้นในรูปแบบที่วัดผลได้" ข้อความที่โพสต์ในบล็อก "โดยความแม่นย่ำในผลลัพธ์ที่ได้จากการลงโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายของ Google Content Network เราคาดว่า แคมเปญจ์ที่ทำกับ Google TV Ads จะช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับบราวเซอร์ของเรา ในขณะเดียวกันมันจะช่วยสร้างความเข้าใจให้เรามากขึ้นสำหรับวิธีการใช้ทีวีจะเป็นสื่อสนับสนุนแคมเปญจ์สื่อออนไลน์"
ผลการสำรวจเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย Net Applications ระบุว่า Chrome มีส่วนแบ่งผู้ใช้ในตลาดบราวเซอร์ 1.42% ในขณะที่ IE ตกลงมาเหลือ 66% ส่วน Firefox ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 22.3% Safari 8% แซง Opera ที่เหลือแค่ 0.68% เท่านั้น ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ โฆษณาของ Google ชิ้นนี้อาจจะดึงสายตาจากผู้ชมได้มากพอสมควร แต่โดยเฉลี่ยกลุ่มผู้ชมทีวีจะไม่มีความสนใจ หรือความถนัดทางด้านเทคนิคมากนัก ซึ่งพวกเขาจะเข้าใจโฆษณาชิ้นนี้ หรือไม่? เพราะแม้แต่คำว่า บราวเซอร์ยังไม่มีเลย แถมยังไม่มีคำอธิบายใดๆ อีกด้วย แต่คำว่า Google อาจทำให้พวกเขารู้สึกสนใจเท่านั้น
เสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่เปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในบล็อกของทางบริษัท โดยระบุชัดเจนว่า บริษัทกำลังรันโฆษณาทางทีวีในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อปลุกตลาดบราวเซอร์ Google Chrome ให้เกิดผลกระทบกับผู้ใช้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งโฆษณาชุดใหม่ทีถูกจุดประกายเริ่มต้นจากทีม Google ในญี่ปุ่นที่ได้จัดทำคลิปที่อธิบายความเรียบง่ายแต่ทรงพลังของ Chrome ปรากฎว่า คลิปดังกล่าวได้ผลตอบรับที่ดี(มีผู้ชมกว่าสองล้าน) จนกระทั่งกูเกิ้ลถึงกับเปิดหน้าเว็บ Chome Shorts ใน Youtube เพื่อนำเสนอความน่าสนใจของบราวเซอร์
"เราได้คุยกับทีม Google TV Ads เพื่อจัดการซื้อเวลาที่จะนำเสนอวิดีโอ ซึ่งทางทีมกูเกิ้ลในญ๊่ปุ่นได้จัดทำขึ้นมา ให้ได้รับการเผยแพร่ไปยังผู้ชมในวงกว้างมากยิ่งขึ้นในรูปแบบที่วัดผลได้" ข้อความที่โพสต์ในบล็อก "โดยความแม่นย่ำในผลลัพธ์ที่ได้จากการลงโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายของ Google Content Network เราคาดว่า แคมเปญจ์ที่ทำกับ Google TV Ads จะช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับบราวเซอร์ของเรา ในขณะเดียวกันมันจะช่วยสร้างความเข้าใจให้เรามากขึ้นสำหรับวิธีการใช้ทีวีจะเป็นสื่อสนับสนุนแคมเปญจ์สื่อออนไลน์"
ผลการสำรวจเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย Net Applications ระบุว่า Chrome มีส่วนแบ่งผู้ใช้ในตลาดบราวเซอร์ 1.42% ในขณะที่ IE ตกลงมาเหลือ 66% ส่วน Firefox ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 22.3% Safari 8% แซง Opera ที่เหลือแค่ 0.68% เท่านั้น ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ โฆษณาของ Google ชิ้นนี้อาจจะดึงสายตาจากผู้ชมได้มากพอสมควร แต่โดยเฉลี่ยกลุ่มผู้ชมทีวีจะไม่มีความสนใจ หรือความถนัดทางด้านเทคนิคมากนัก ซึ่งพวกเขาจะเข้าใจโฆษณาชิ้นนี้ หรือไม่? เพราะแม้แต่คำว่า บราวเซอร์ยังไม่มีเลย แถมยังไม่มีคำอธิบายใดๆ อีกด้วย แต่คำว่า Google อาจทำให้พวกเขารู้สึกสนใจเท่านั้น
Windows 7 แอบดัน IE 8
สงครามบราวเซอร์ภาคใหม่อุบัติขึนอีกแล้ว หลังจากที่ไมโครซอฟท์ได้เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกอัพเกรดระบบปฏิบัติการเป็น Windows 7 RC ซึ่งนอกจากจะมีคุณสมบัติใหม่ที่หลายคนให้ความสนใจ ผู้ใช้หลายคนยังพบอีกด้วยว่า บราวเซอร์ที่ดีฟอลต์จากเดิมที่เป็น Firefox หรือ Opera ถูกเสียบแทนที่ด้วย IE 8 หลังจากอัพเกรด
ความจริงข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าใดนัก เนื่องจากมันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก Mozilla ผู้พัฒนา Firefox และ Opera บริษัทผู้พัฒนา Opera browser ได้ป่าวประกาศเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บราวเซอร์ของพวกตนถูกกลั่นแกล้ง อันเป็นผลเนื่องมาจากWindows 7 RC ที่ภายหลังเมื่อผู้ใช้อัพเกรด ระบบปฎิบัติการจะเปลียนดีฟอลต์บราวเซอร์ไปเป็น Internet Explorer 8 โดยอัตโนมัติ โดยไม่สนใจการตั้งค่าก่อนหน้านี้ของผู้ใช้ จะเรียกว่า Windows 7 แอบยัดเยียด IE 8 ให้ผู้ใช้ก็ได้
"จากการรีวิวของเราพบว่า นี่เป็นการใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 ในการเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้บราวเซอร์อย่างโจ่งแจ้ง" Mitchell Baker ประธานบริษัทโมซิลล่า กล่าว "ประเด็นนี้จะสร้างความสับสนในตลาดบราวเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า เราอยากจะให้มีการชี้แจงในเรื่องนี้" Hakon Wium Lie กล่าวแสดงความเห็นด้วย
ทางด้านไมโครซอฟท์ปฏิเสธคำอ้างดังกล่าว โดยบอกว่า Windows 7 RC เป็นแค่ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นทดสอบ(...แต่ให้ใช้กันได้นานหนึ่งปีเต็ม...) ซึ่งเป้าหมายคือ ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ ดังนั้นพวกเขาจะทราบวิธีแก้เมื่อเผชิญกับปัญหานี้ โดยผู้ใช้กลุ่มนี้จะเปลี่ยนไปใช้บราวเซอร์ที่ต้องการได้เอง (...ฟังดูน้ำขุ่นๆ ยังไงชอบกล...) อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไมโครซอฟท์ยังต้องเผชิญหน้ากับกลุ่ม EU ในเดือนหน้า เนื่องจากข้อกล่าวหาการผูกขาดด้วยการรวมเอา IE เข้าไปใน OS ซึ่งยื้อมานานกว่า 6 ปีแล้ว
ความจริงข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าใดนัก เนื่องจากมันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก Mozilla ผู้พัฒนา Firefox และ Opera บริษัทผู้พัฒนา Opera browser ได้ป่าวประกาศเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บราวเซอร์ของพวกตนถูกกลั่นแกล้ง อันเป็นผลเนื่องมาจากWindows 7 RC ที่ภายหลังเมื่อผู้ใช้อัพเกรด ระบบปฎิบัติการจะเปลียนดีฟอลต์บราวเซอร์ไปเป็น Internet Explorer 8 โดยอัตโนมัติ โดยไม่สนใจการตั้งค่าก่อนหน้านี้ของผู้ใช้ จะเรียกว่า Windows 7 แอบยัดเยียด IE 8 ให้ผู้ใช้ก็ได้
"จากการรีวิวของเราพบว่า นี่เป็นการใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 ในการเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้บราวเซอร์อย่างโจ่งแจ้ง" Mitchell Baker ประธานบริษัทโมซิลล่า กล่าว "ประเด็นนี้จะสร้างความสับสนในตลาดบราวเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า เราอยากจะให้มีการชี้แจงในเรื่องนี้" Hakon Wium Lie กล่าวแสดงความเห็นด้วย
ทางด้านไมโครซอฟท์ปฏิเสธคำอ้างดังกล่าว โดยบอกว่า Windows 7 RC เป็นแค่ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นทดสอบ(...แต่ให้ใช้กันได้นานหนึ่งปีเต็ม...) ซึ่งเป้าหมายคือ ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ ดังนั้นพวกเขาจะทราบวิธีแก้เมื่อเผชิญกับปัญหานี้ โดยผู้ใช้กลุ่มนี้จะเปลี่ยนไปใช้บราวเซอร์ที่ต้องการได้เอง (...ฟังดูน้ำขุ่นๆ ยังไงชอบกล...) อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไมโครซอฟท์ยังต้องเผชิญหน้ากับกลุ่ม EU ในเดือนหน้า เนื่องจากข้อกล่าวหาการผูกขาดด้วยการรวมเอา IE เข้าไปใน OS ซึ่งยื้อมานานกว่า 6 ปีแล้ว
มอนิเตอร์ระบบสัมผัสจอใหญ่ไฮเดฟฯ
สำหรับใครที่กำลังมองหาจอแอลซีดีไว้ใช้งาน และเพื่อความบันเทิงระดับไฮเดฟฯ ลองมาทำความรู้จักกับมอนิเตอร์แอลซีดี Samsung ซีรียส์ 70 กันก่อนดีกว่า บางทีคุณอาจจะได้พบกับมอนิเตอร์ที่กำลังมองหาอยู่ก็ได้
ซัมซุงประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์มอนิเตอร์แอลซีดีที่มีคุณสมบัติน่าใช้มากๆ ภายใต้ซีรียส์ 70 โดยมีทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันนั่นคือ P2070(20 นิ้ว), P2370(23 นิ้ว) และ P2370HD ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับแอลซีดีทีวี นอกจากจะมีความบางมากเป็นพิเศษ(หนาแค่ 30 ม.ม.เท่านั้น ยกเว้นรุ่น P2370HD จะหนา 65.5 ม.ม. เนื่องจากมีจูนเนอร์ไฮเดฟในตัว) แล้ว ขอบใสโค้งมนที่เคลือบทับอยู่บนขอบด้านในสีดำสนิท เชื่อมต่อกับแท่นด้วยข้อต่อที่มีความโปร่งใสทำให้มันดูเหมือนจอลอยได้ ลำพังแค่ดีไซน์ภายนอกก็ถือว่า"สอบผ่าน"แล้ว
นอกจากดีไซน์ที่สวยหรูแล้ว จอแอลซีดีรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Toch of Color ซึ่งส่วนควบคุมที่อยู่บริเวณมุมล่างขวาของจอจะทำงานได้ด้วยระบบสัมผัสทั้งหมด โดยรุ่น P2370 และ P2370HD จะสามารถแสดงผลที่ความละเอียดสูงสุดถึง 1920 x 1080 สำหรับวิดีโอไฮเดฟฯ 1080p ส่วน p2070 จะแสดงผลได้ที่ 1600 x 900 นอกจากความละเอียดในการแสดงผลแล้ว จอแอลซีดีซีรียส์นี่ยังคอนทราส (50,000:1) และอัตตราการตอบสนองการแสดงวิดีโอที่เร็วอีกด้วย (video response time: 2ms) ทำให้มันเป็นมอนิเตอร์แอลซีดีที่ตอบโจทย์การใช้งาน และความบันเทิงอย่างแท้จริง
ซัมซุงประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์มอนิเตอร์แอลซีดีที่มีคุณสมบัติน่าใช้มากๆ ภายใต้ซีรียส์ 70 โดยมีทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันนั่นคือ P2070(20 นิ้ว), P2370(23 นิ้ว) และ P2370HD ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับแอลซีดีทีวี นอกจากจะมีความบางมากเป็นพิเศษ(หนาแค่ 30 ม.ม.เท่านั้น ยกเว้นรุ่น P2370HD จะหนา 65.5 ม.ม. เนื่องจากมีจูนเนอร์ไฮเดฟในตัว) แล้ว ขอบใสโค้งมนที่เคลือบทับอยู่บนขอบด้านในสีดำสนิท เชื่อมต่อกับแท่นด้วยข้อต่อที่มีความโปร่งใสทำให้มันดูเหมือนจอลอยได้ ลำพังแค่ดีไซน์ภายนอกก็ถือว่า"สอบผ่าน"แล้ว
นอกจากดีไซน์ที่สวยหรูแล้ว จอแอลซีดีรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Toch of Color ซึ่งส่วนควบคุมที่อยู่บริเวณมุมล่างขวาของจอจะทำงานได้ด้วยระบบสัมผัสทั้งหมด โดยรุ่น P2370 และ P2370HD จะสามารถแสดงผลที่ความละเอียดสูงสุดถึง 1920 x 1080 สำหรับวิดีโอไฮเดฟฯ 1080p ส่วน p2070 จะแสดงผลได้ที่ 1600 x 900 นอกจากความละเอียดในการแสดงผลแล้ว จอแอลซีดีซีรียส์นี่ยังคอนทราส (50,000:1) และอัตตราการตอบสนองการแสดงวิดีโอที่เร็วอีกด้วย (video response time: 2ms) ทำให้มันเป็นมอนิเตอร์แอลซีดีที่ตอบโจทย์การใช้งาน และความบันเทิงอย่างแท้จริง
Windows 7 RC ดาวน์โหลดได้แล้ว!!!
ในที่สุดระบบปฏิบัติการที่ทั่วโลกรอคอยก็ได้เปิดให้ดาวน์โหลดตามสัญญาแล้ว (ก่อนกำหนดเพียงไม่กี่ชั่วโมง) นั่นก็คือ Windows 7 RC ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ทางการของระบบปฏิบัติบัติการตัวนี้
ใครอยากดาวน์โหลดมาใช้ก็คลิกเข้าไปที่ Windows 7 official site อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า สำหรับผู้ใช้บราวเซอร์ Firefox อาจจะมีปัญหาในการดาวน์โหลด ซึ่งวิธีแก้ก็คือ ติดตั้งปลั๊กอิน IE Tab เข้าไปแค่นั้น
ใครอยากดาวน์โหลดมาใช้ก็คลิกเข้าไปที่ Windows 7 official site อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า สำหรับผู้ใช้บราวเซอร์ Firefox อาจจะมีปัญหาในการดาวน์โหลด ซึ่งวิธีแก้ก็คือ ติดตั้งปลั๊กอิน IE Tab เข้าไปแค่นั้น
เสิร์ชเอ็นจิ้นตัวใหม่ตอบได้ทุกเรื่อง
อีกไม่กี่สัปดาห์จากนี้ไป โลกจะได้รู้จักกับเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวใหม่ ซึ่งทำงานด้วยซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถในการคำนวณเป็นเลิศชื่อว่า Wolfram Alpha โดย Stephen Wolfram ผู้พัฒนาเรียกมันว่าเป็น "Computational Knowledge engine" และไม่ว่าจะเรียกกันอย่างไรก็ตาม Wolfram Alpha ไม่ใช่เสิร์ชเอ็นจิ้นแบบ Google ที่พยายามค้นหาหน้าเว็บที่คาดว่าจะมีคำตอบให้กับผู้ใช้ แต่มันจะพยายามค้นหาคำตอบให้กับสิ่งที่คุณถามโดยตรง
Danny Sullivan ผู้เชี่ยวชาญเสิร์ชเอ็นจิ้นเรียกระบบค้นหาดังกล่าวว่า เครื่องมือค้นหาข้อเท็จจริง (fact search engine) หรือ เครื่องมือค้นหาคำตอบ (answer search engine) ซึ่งเป็นคำที่เขาเคยใช้เรียกบริการที่สามารถค้นหาคำตอบโดยตรงให้กับผู้ใช้ได้ แทนที่จะพาไปยังเว็บเพจต่างๆ ที่อาจจะพบคำตอบให้เฉยๆ ดังเช่น เครื่องมือค้นหายอดฮิตอย่าง Google
ในงาน Webinar ที่จัดให้มีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Wolfram ได้แสดงความสามารถอันน่าทึ่งของเสิร์ชตัวนี้ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยคำตอบที่มันค้นหามาได้จะเกิดจากการนำข้อมูลที่ค้นพบมากมายบนเน็ตมาแสดงผลลัพธ์ด้วยเว็บเพียงหน้าเดียว ซึ่งประกอบด้วยสถิติตัวเลข และกราฟ ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้องล่าสุด ตัวอย่างสิ่งที่คุณสามารถถาม Wolfram Alpha ให้ช่วยค้นหาคำตอบได้ ก็จะมีตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่าง ลักษณะยีนของมนุษย์ น้ำหนักของโมเลกุลแคฟเฟอีน จำนวนของผู้ที่มีชื่อ Andrew ที่เกิดในปีที่เราระบุ หรือแม้แต่จำนวนของปลาที่จับได้ในฝรั่งเศษ สถิติของหุ้นไมโครซอฟท์ในช่วงทีผ่านมา ความสูงของภูเขาเอฟเวอเรสต์เปรียบเทียบกับความยาวของสะพานโกลเด้นเกต อย่างไรก็ตาม บริการWolfram Alpha กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการเปิดให้บริการในเดือนนี้ สำหรับผู้สนใจคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป
Danny Sullivan ผู้เชี่ยวชาญเสิร์ชเอ็นจิ้นเรียกระบบค้นหาดังกล่าวว่า เครื่องมือค้นหาข้อเท็จจริง (fact search engine) หรือ เครื่องมือค้นหาคำตอบ (answer search engine) ซึ่งเป็นคำที่เขาเคยใช้เรียกบริการที่สามารถค้นหาคำตอบโดยตรงให้กับผู้ใช้ได้ แทนที่จะพาไปยังเว็บเพจต่างๆ ที่อาจจะพบคำตอบให้เฉยๆ ดังเช่น เครื่องมือค้นหายอดฮิตอย่าง Google
ในงาน Webinar ที่จัดให้มีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Wolfram ได้แสดงความสามารถอันน่าทึ่งของเสิร์ชตัวนี้ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยคำตอบที่มันค้นหามาได้จะเกิดจากการนำข้อมูลที่ค้นพบมากมายบนเน็ตมาแสดงผลลัพธ์ด้วยเว็บเพียงหน้าเดียว ซึ่งประกอบด้วยสถิติตัวเลข และกราฟ ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้องล่าสุด ตัวอย่างสิ่งที่คุณสามารถถาม Wolfram Alpha ให้ช่วยค้นหาคำตอบได้ ก็จะมีตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่าง ลักษณะยีนของมนุษย์ น้ำหนักของโมเลกุลแคฟเฟอีน จำนวนของผู้ที่มีชื่อ Andrew ที่เกิดในปีที่เราระบุ หรือแม้แต่จำนวนของปลาที่จับได้ในฝรั่งเศษ สถิติของหุ้นไมโครซอฟท์ในช่วงทีผ่านมา ความสูงของภูเขาเอฟเวอเรสต์เปรียบเทียบกับความยาวของสะพานโกลเด้นเกต อย่างไรก็ตาม บริการWolfram Alpha กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการเปิดให้บริการในเดือนนี้ สำหรับผู้สนใจคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป
MS ให้ใช้ Windows 7 ฟรี 1 ปี
ในวันที่ 5 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ไมโครซอฟท์ใจป้ำประกาศให้ผู้ใช้ทั่วโลกสามารถดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการ Windows 7 มาติดตั้ง เพื่อใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ฟรี!!!เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม สำหรับสมาชิก MSDN และ TechNet สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้แล้ว
ไมโครซอฟท์ประกาศว่า ระบบปฎิบัติการ Windows 7RC ที่จะเปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกได้ดาวน์โหลดในวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม จะหมดอายุในวันที่ 1 มิถุนายน 2010 นั่นหมายความว่า ผู้ใช้สามารถใช้งานเวอร์ชันนีได้เป็นระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม ซึ่งเวอร์ชั่น RC จะหมายถึงเวอร์ชั่นที่ใกล้เคียงผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ หรืออยู่ในขั้นสุดท้ายของการทดสอบการใช้งาน โดยส่วนใหญ่จะครอบคลุมคุณสมบัติการทำงานของผลิตภัณฑ์แทบทั้งหมด
แม้จะมีกระแสข่าวออกมาว่า เวอร์ชั่นสมบูรณ์ของ Windows 7 จะวางตลาดในช่วงปลายปี 2009 หรือต้นปี 2010 แต่ก็ไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน ในขณะที่ Windows 7 RC มาพร้อมกับคุณสมบัติการทำงานใหม่ๆ ที่น่าใช้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทาสก์บาร์ ไลบรารี่ จัมพ์ลิสต์ รวมถึง IE8 แต่เหนืออื่นใดก็คือ สมรรถนะการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถบู๊ตเครื่องให้พร้อมทำงานได้ในระยะเวลาอันสั้น ความเร็วของการทำงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการมี Windows XP mode ให้ผู้ใช้สามารถรันแอพพลิเคชัน XP บน Windows 7 ได้อย่างสมบูรณ์
ไมโครซอฟท์ประกาศว่า ระบบปฎิบัติการ Windows 7RC ที่จะเปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกได้ดาวน์โหลดในวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม จะหมดอายุในวันที่ 1 มิถุนายน 2010 นั่นหมายความว่า ผู้ใช้สามารถใช้งานเวอร์ชันนีได้เป็นระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม ซึ่งเวอร์ชั่น RC จะหมายถึงเวอร์ชั่นที่ใกล้เคียงผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ หรืออยู่ในขั้นสุดท้ายของการทดสอบการใช้งาน โดยส่วนใหญ่จะครอบคลุมคุณสมบัติการทำงานของผลิตภัณฑ์แทบทั้งหมด
แม้จะมีกระแสข่าวออกมาว่า เวอร์ชั่นสมบูรณ์ของ Windows 7 จะวางตลาดในช่วงปลายปี 2009 หรือต้นปี 2010 แต่ก็ไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน ในขณะที่ Windows 7 RC มาพร้อมกับคุณสมบัติการทำงานใหม่ๆ ที่น่าใช้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทาสก์บาร์ ไลบรารี่ จัมพ์ลิสต์ รวมถึง IE8 แต่เหนืออื่นใดก็คือ สมรรถนะการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถบู๊ตเครื่องให้พร้อมทำงานได้ในระยะเวลาอันสั้น ความเร็วของการทำงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการมี Windows XP mode ให้ผู้ใช้สามารถรันแอพพลิเคชัน XP บน Windows 7 ได้อย่างสมบูรณ์
windows: Ctrl+F4 มีไว้ทำอะไร?
ถาม: ปกติเรามักจะใช้ Alt+F4 เพื่อปิดหน้าต่างโปรแกรมที่ใช้งานอยู่บน Windows แต่ได้ยินเพื่อนบอกว่า มันมี Ctrl+F4 ด้วยนะ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันมีไว้ทำอะไร? ลองกดดูแล้วไม่เห็นจะเกิดอะไรขึ้นเลย ว่าแต่ผมกำลังโดนเพื่อนอำเล่นอยู่หรือเปล่าครับ?
ตอบ: ก่อนอื่นต้อบอกว่า เพื่อนของคุณไม่ได้อำเล่นหรอกครับ Ctrl+F4 มีจริงๆ อย่างไรก็ดี ผมขอถือโอกาสนี้แจกแจงให้ทราบถึงแนวคิด และความแตกต่างของการใช้งานชุดปุ่มควบคุมทั้งสองไปพร้อมกันเลยดีกว่านะครับ
Alt+F4 เมื่อผู้ใช้กดปุ่มนี้พร้อมกัน จะเป็นการสั่งปิดหน้าต่างโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้น ความหมายของมันจะเหมือนกับการใช้เมาส์คลิกที่ปุ่มกากบาทสีแดงบนมุมขวาของหน้าต่างโปรแกรมนั่นเอง มักจะใช้บ่อยๆ เวลาที่มือไม่ได้อยู่บนเมาส์ เพราะมันคล่องตัวกว่า
Alt กับ Ctrl ใน Windows แต่ก่อนที่ผมจะพูดถึง Ctrl+F4 ว่ามันทำอะไร ขออธิบายแนวคิดของการใช้งานปุ่มทั้งสองนี้ก่อน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านในวงกว้าง ความแตกต่างระหว่าง ATL กับ CTRL ก็คือ ถ้าเป็น ALT จะหมายถึงการควบคุมในระดับแอพพลิเคชัน ส่วน CTRL จะหมายถึงการควบคุมระดับ"ภายใน"แอพพลิเคชัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คุณกด Alt+TAB มันจะเป็นการสลับ(switch)การเลือกหน้าต่างแอพพลิเคชันต่างๆ ที่เปิดใช้งานอยู่ในขณะนั้น แต่ถ้าเป็น CTRL+TAB จะเป็นสลับการเลือกหน้าต่างเอกสารที่อยู่ภายในแอพพลิเคชันที่กำลังใช้งาน เพื่อให้เห็นภาพอีกนิดนึ่ง เช่น การใช้ Ctrl+TAB ในบราวเซอร์ IE/Firefox/Chrome มันจะเป็นการสับเปลียนแท็บต่างๆ ที่อยู่"ภายใน"หน้าต่างโปรแกรมนั่นเอง คราวนี้คงจะเข้าใจความแตกต่างแล้วนะครับ
Ctrl+F4 หมายถึงการปิดเอกสารที่เปิดอยู่ภายในแอพพลิเคชันที่สนับสนุนการเปิดเอกสารได้หลายไฟล์ภายในโปรแกรม เช่น Word มันจะทำงานเหมือนกับการคลิกปุ่ม Xของหน้าต่างเอกสารที่อยู่ภายในโปรแกรมนั่นเอง (อยุ่ถัดลงมาจากปุ่มกากบาทสีแดงของหน้าต่างโปรแกรมนั้นๆ) แต่ถ้าเป็นในบราวเซอร์ IE/Firefox/Chrome ก็จะหมายถึงการปิดแท็บของหน้าเว็บที่คุณกำลังดูอยู่ในขณะนั้น
ความจริง Alt และ Ctrl ยังใช้งานร่วมกับปุ่มอื่นๆ สำหรับการทำหน้าที่เป็นคีย์ลัด(shortcut) ด้วย อย่างเช่น Alt+W ที่ใช้เปิดเมนู Window หรือ Alt+F เป็นเมนู File ของโปรแกรมที่ใช้งานนั้นๆ ในขณะที่หลายโปรแกรมจะยังคงใช้ Ctrl+W เพื่อปิดหน้าต่างเอกสารที่เปิดอยู่ภายในแอพพลิเคชัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันเหมือนกับกดปุ่ม Ctrl+F4 นั่นเอง ใครสะดวกใช้อันไหนก็ว่ากันไป ไม่ผิดกฎหมายครับ
ตอบ: ก่อนอื่นต้อบอกว่า เพื่อนของคุณไม่ได้อำเล่นหรอกครับ Ctrl+F4 มีจริงๆ อย่างไรก็ดี ผมขอถือโอกาสนี้แจกแจงให้ทราบถึงแนวคิด และความแตกต่างของการใช้งานชุดปุ่มควบคุมทั้งสองไปพร้อมกันเลยดีกว่านะครับ
Alt+F4 เมื่อผู้ใช้กดปุ่มนี้พร้อมกัน จะเป็นการสั่งปิดหน้าต่างโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้น ความหมายของมันจะเหมือนกับการใช้เมาส์คลิกที่ปุ่มกากบาทสีแดงบนมุมขวาของหน้าต่างโปรแกรมนั่นเอง มักจะใช้บ่อยๆ เวลาที่มือไม่ได้อยู่บนเมาส์ เพราะมันคล่องตัวกว่า
Alt กับ Ctrl ใน Windows แต่ก่อนที่ผมจะพูดถึง Ctrl+F4 ว่ามันทำอะไร ขออธิบายแนวคิดของการใช้งานปุ่มทั้งสองนี้ก่อน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านในวงกว้าง ความแตกต่างระหว่าง ATL กับ CTRL ก็คือ ถ้าเป็น ALT จะหมายถึงการควบคุมในระดับแอพพลิเคชัน ส่วน CTRL จะหมายถึงการควบคุมระดับ"ภายใน"แอพพลิเคชัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คุณกด Alt+TAB มันจะเป็นการสลับ(switch)การเลือกหน้าต่างแอพพลิเคชันต่างๆ ที่เปิดใช้งานอยู่ในขณะนั้น แต่ถ้าเป็น CTRL+TAB จะเป็นสลับการเลือกหน้าต่างเอกสารที่อยู่ภายในแอพพลิเคชันที่กำลังใช้งาน เพื่อให้เห็นภาพอีกนิดนึ่ง เช่น การใช้ Ctrl+TAB ในบราวเซอร์ IE/Firefox/Chrome มันจะเป็นการสับเปลียนแท็บต่างๆ ที่อยู่"ภายใน"หน้าต่างโปรแกรมนั่นเอง คราวนี้คงจะเข้าใจความแตกต่างแล้วนะครับ
Ctrl+F4 หมายถึงการปิดเอกสารที่เปิดอยู่ภายในแอพพลิเคชันที่สนับสนุนการเปิดเอกสารได้หลายไฟล์ภายในโปรแกรม เช่น Word มันจะทำงานเหมือนกับการคลิกปุ่ม Xของหน้าต่างเอกสารที่อยู่ภายในโปรแกรมนั่นเอง (อยุ่ถัดลงมาจากปุ่มกากบาทสีแดงของหน้าต่างโปรแกรมนั้นๆ) แต่ถ้าเป็นในบราวเซอร์ IE/Firefox/Chrome ก็จะหมายถึงการปิดแท็บของหน้าเว็บที่คุณกำลังดูอยู่ในขณะนั้น
ความจริง Alt และ Ctrl ยังใช้งานร่วมกับปุ่มอื่นๆ สำหรับการทำหน้าที่เป็นคีย์ลัด(shortcut) ด้วย อย่างเช่น Alt+W ที่ใช้เปิดเมนู Window หรือ Alt+F เป็นเมนู File ของโปรแกรมที่ใช้งานนั้นๆ ในขณะที่หลายโปรแกรมจะยังคงใช้ Ctrl+W เพื่อปิดหน้าต่างเอกสารที่เปิดอยู่ภายในแอพพลิเคชัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันเหมือนกับกดปุ่ม Ctrl+F4 นั่นเอง ใครสะดวกใช้อันไหนก็ว่ากันไป ไม่ผิดกฎหมายครับ
เสิร์ช Google ใน Gmail ได้แล้ว
Google แนะนำวิดเจ็ตใหม่สำหรับ Gmail เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการบนเน็ตได้จากใน Gmail โดยตัวเลือกของบริการดังกล่าวจะอยู่ใน Labs (แล็บ) ซึ่งจะต้องคลิกเข้าไปจากลิงค์ Settings (การตั้งค่า) ที่อยู่มุมบนขวาของหน้าต่าง ซึ่งหลังจากติดตั้งเข้าไปแล้ว ผู้ใช้จะสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างบราวเซอร์ขึ้นมาอีก
สำหรับใครที่มีความจำเป็นต้องค้นข้อมูลบนเน็ต เพื่อตอบคำถามที่ส่งมาใน Gmail โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ตลอดจนนักธุรกิจและการตลาด คงต้องชื่นชอบคุณสมบัติการทำงานใหม่นี้เป็นแน่ เพราะแทนที่คุณจะต้องเปิดหน้าต่างบราวเซอร์ขึ้นมา เพื่อเข้าไปค้นหาคำตอบใน Google แล้วก็อปปี้ลิงค์ หรือข้อความที่ต้องการ กลับมาใส่ลงใน Gmail ที่อยู่ในอีกหน้าต่างหนึ่ง ที่แย่ไปกว่านั้นบางทีค้นเพลินจนลืมไปว่ามีจดหมายรอตอบอยู่ด้วยซ้ำ แต่ด้วยวิดเจ็ตบริการค้นหาด้วย Google จะช่วยให้คุณสามารถทำขั้นตอนเหล่านี้ได้จากในหน้าต่าง Gmail ได้ทันที
เพียงแค่พิมพ์คำค้น หรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการเข้าไปในกล่องค้น ซึ่งอยู่ในกรอบด้านซ้ายของบริการ Gmail แล้วกด Enter ผลลัพธ์ของการค้นหาจะปรากฎอยู่ในหน้าต่างสีเขียวทางด้านล่างขวาทันที ผู้ใช้สามารถแทรกผลลัพธ์เข้าไปใน Chats และ E-mail ได้ด้วยการลากผลลัพธ์ไปวางได้เลย นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถเปิดออปชัน "Navbar drag and drop" (การลากและวางแถบนำทาง) ใน Labs เพื่อย้ายกล้องค้นไปอยู่ด้านบน เพื่อจะได้เข้าถึงโดยสะดวกได้อีกด้วย
ช่วงสองสามดือนที่ผ่านมา Google ได้มีการเพิ่มคุณสมบัติการทำงานใหม่ๆ เข้าไปใน Gmail มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Search Autocomplete (การป้อนอัตโนมัติในการค้นหา), emoticon ใหม่ๆ ตลอดจนการเพิ่มภาษาอินเดีย แถมยังได้มีการพัฒนา Gmail ใหม่สำหรับให้บริการบนมือถืออีกด้วย
สำหรับใครที่มีความจำเป็นต้องค้นข้อมูลบนเน็ต เพื่อตอบคำถามที่ส่งมาใน Gmail โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ตลอดจนนักธุรกิจและการตลาด คงต้องชื่นชอบคุณสมบัติการทำงานใหม่นี้เป็นแน่ เพราะแทนที่คุณจะต้องเปิดหน้าต่างบราวเซอร์ขึ้นมา เพื่อเข้าไปค้นหาคำตอบใน Google แล้วก็อปปี้ลิงค์ หรือข้อความที่ต้องการ กลับมาใส่ลงใน Gmail ที่อยู่ในอีกหน้าต่างหนึ่ง ที่แย่ไปกว่านั้นบางทีค้นเพลินจนลืมไปว่ามีจดหมายรอตอบอยู่ด้วยซ้ำ แต่ด้วยวิดเจ็ตบริการค้นหาด้วย Google จะช่วยให้คุณสามารถทำขั้นตอนเหล่านี้ได้จากในหน้าต่าง Gmail ได้ทันที
เพียงแค่พิมพ์คำค้น หรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการเข้าไปในกล่องค้น ซึ่งอยู่ในกรอบด้านซ้ายของบริการ Gmail แล้วกด Enter ผลลัพธ์ของการค้นหาจะปรากฎอยู่ในหน้าต่างสีเขียวทางด้านล่างขวาทันที ผู้ใช้สามารถแทรกผลลัพธ์เข้าไปใน Chats และ E-mail ได้ด้วยการลากผลลัพธ์ไปวางได้เลย นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถเปิดออปชัน "Navbar drag and drop" (การลากและวางแถบนำทาง) ใน Labs เพื่อย้ายกล้องค้นไปอยู่ด้านบน เพื่อจะได้เข้าถึงโดยสะดวกได้อีกด้วย
ช่วงสองสามดือนที่ผ่านมา Google ได้มีการเพิ่มคุณสมบัติการทำงานใหม่ๆ เข้าไปใน Gmail มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Search Autocomplete (การป้อนอัตโนมัติในการค้นหา), emoticon ใหม่ๆ ตลอดจนการเพิ่มภาษาอินเดีย แถมยังได้มีการพัฒนา Gmail ใหม่สำหรับให้บริการบนมือถืออีกด้วย
Windows 7 วางตลาดตุลาคมนี้?
รายงานข่าวล่าสุด ผู้บริหาร Acer ในอังกฤษออกมาฟันธงว่า Windows 7 จะวางตลาดในเดือนตุลาคมปีนี้ ขณะเดียวกันทางไมโครซอฟต์ยังคงยืนยันกำหนดการว่า โอเอสตัวใหม่จะยังไม่วางตลาดจนกว่าจะถึงปี 2010
เอเซอร์บริษัทผู้ผลิตพีซีอันดับสองของโลกเปิดเผยว่า Windows 7 จะวางตลาดในวันที่ 23 ตุลาคม ศกนี้ โดย Bobby Watkins ผู้บริหารฯ ประจำสาขาในประเทศอังกฤษยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ทางบริษัทจะได้แจ้งให้ผู้บริโภคที่สนใจได้ทราบกำหนดการล่วงหน้า 30 วันสำหรับพีซีเครื่องใหม่ที่มาพร้อมกับ Windows 7 ทางด้านไมโครซอฟท์เองก่อนหน้านี้ก็ได้มีการปักหมุดไปแล้วว่า Windows 7 จะไม่วางตลาดจนกว่าจะถึงปี 2010
อย่างไรก็ตาม Bill Veghte รองประธานอาวุโสของไมโครซอทฟ์วินโดวส์ได้กล่าวเมื่อวันจันทร์ทีผ่านมว่า Windows 7 น่าจะวางตลาดได้ทันในช่วงวันหยุดปลายปี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ส่วนใหญ่แล้วกำหนดการวางตลาดที่ชัดเจนของผลิตภัณฑ์ไมโครซอฟท์จะออกมาจากโฆษกบริษัทมากกว่า ส่วนกรณีที่ Watkins ออกมาเปิดเผยถึงกำหนดการวางตลาดของ Windows 7 นั้น เมื่อวันพฤหัสฯทีผ่านมาทางไมโครซอฟท์ได้ปฏิเสธที่จะออกความเห็นในเรื่องนี้ เพียงแต่แจ้งว่า ยืนยันกำหนดการออก Windows 7 ตามวาระปกติ นั่นก็คือ ภายใน 3 ปีหลังจากวางตลาด Windows Vista
สำหรับ Windows Vista วางตลาดในเดือนมกราคม 2007 ซึ่งทำให้มีการคาดการณ์กันว่า Windows 7 น่าจะมีกำหนดการออกวางตลาดในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2009 ถึง มกราคม 2010 แต่การออก Windows 7 RC ที่เป็นเวอร์ชันก่อนวางตลาดจริงในช่วงนี้ น่าจะเป็นสัญญาณอันหนึ่งที่แสดงว่า
ไมโครซอฟท์มีความพร้อมในการวางตลาด Windows 7 แล้ว และไม่มีเหตุผลใดที่จะเก็บไว้จนเลยช่วงทำตลาดที่สำคัญนั่นคือ วันเปิดเทอม และช่วงหยุดปลายปี ซึ่งหากออกในเดือนดังกล่าว ผู้ผลิตอาจจะไม่สามารถเตรียมพีซีที่รัน Windows 7 ได้ทันกับความต้องการ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องเสียโอกาสมากกว่า
ในส่วนของผู้ใช้ที่ได้ติดตั้ง Windows 7 RC ไปแล้ว ทางไมโครซอฟท์จะใช้วิธีโน้มน้าวให้อัพเกรดไปใช้ของจริงหลังจากที่เวอร์ชันทดลองหมดอายุลง ซึ่งน่าจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไมโครซอฟท์จะผลักดันให้เกิดการใช้โอเอสตัวใหม่ในตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น
เอเซอร์บริษัทผู้ผลิตพีซีอันดับสองของโลกเปิดเผยว่า Windows 7 จะวางตลาดในวันที่ 23 ตุลาคม ศกนี้ โดย Bobby Watkins ผู้บริหารฯ ประจำสาขาในประเทศอังกฤษยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ทางบริษัทจะได้แจ้งให้ผู้บริโภคที่สนใจได้ทราบกำหนดการล่วงหน้า 30 วันสำหรับพีซีเครื่องใหม่ที่มาพร้อมกับ Windows 7 ทางด้านไมโครซอฟท์เองก่อนหน้านี้ก็ได้มีการปักหมุดไปแล้วว่า Windows 7 จะไม่วางตลาดจนกว่าจะถึงปี 2010
อย่างไรก็ตาม Bill Veghte รองประธานอาวุโสของไมโครซอทฟ์วินโดวส์ได้กล่าวเมื่อวันจันทร์ทีผ่านมว่า Windows 7 น่าจะวางตลาดได้ทันในช่วงวันหยุดปลายปี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ส่วนใหญ่แล้วกำหนดการวางตลาดที่ชัดเจนของผลิตภัณฑ์ไมโครซอฟท์จะออกมาจากโฆษกบริษัทมากกว่า ส่วนกรณีที่ Watkins ออกมาเปิดเผยถึงกำหนดการวางตลาดของ Windows 7 นั้น เมื่อวันพฤหัสฯทีผ่านมาทางไมโครซอฟท์ได้ปฏิเสธที่จะออกความเห็นในเรื่องนี้ เพียงแต่แจ้งว่า ยืนยันกำหนดการออก Windows 7 ตามวาระปกติ นั่นก็คือ ภายใน 3 ปีหลังจากวางตลาด Windows Vista
สำหรับ Windows Vista วางตลาดในเดือนมกราคม 2007 ซึ่งทำให้มีการคาดการณ์กันว่า Windows 7 น่าจะมีกำหนดการออกวางตลาดในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2009 ถึง มกราคม 2010 แต่การออก Windows 7 RC ที่เป็นเวอร์ชันก่อนวางตลาดจริงในช่วงนี้ น่าจะเป็นสัญญาณอันหนึ่งที่แสดงว่า
ไมโครซอฟท์มีความพร้อมในการวางตลาด Windows 7 แล้ว และไม่มีเหตุผลใดที่จะเก็บไว้จนเลยช่วงทำตลาดที่สำคัญนั่นคือ วันเปิดเทอม และช่วงหยุดปลายปี ซึ่งหากออกในเดือนดังกล่าว ผู้ผลิตอาจจะไม่สามารถเตรียมพีซีที่รัน Windows 7 ได้ทันกับความต้องการ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องเสียโอกาสมากกว่า
ในส่วนของผู้ใช้ที่ได้ติดตั้ง Windows 7 RC ไปแล้ว ทางไมโครซอฟท์จะใช้วิธีโน้มน้าวให้อัพเกรดไปใช้ของจริงหลังจากที่เวอร์ชันทดลองหมดอายุลง ซึ่งน่าจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไมโครซอฟท์จะผลักดันให้เกิดการใช้โอเอสตัวใหม่ในตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น
สิ้นสุดยุค"หนังสือพิมพ์"กระดาษ?
รายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ระบุว่า Amazon มีแผนที่จะแนะนำ Kindle เครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ในสัปดาห์หน้า โดยจะเป็นรุ่นที่มีหน้าจอใหญ่กว่าเดิม เพื่อใช้สำหรับการอ่านนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ซึ่งหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ยังยกให้มันเป็นนวตกรรมที่จะมาช่วยต่อชีวิตให้กับอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์กันเลยทีเดียว
ทั้งนี้นิวยอร์กไทมส์ยังได้ตกลงเป็นหนึ่งในพันธมิตรรายแรกๆ ที่จะเผยแพร่สิ่งพิมพ์ของตนเองบนเครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ของ Amazon ด้วย ซึ่งในเวลาไล่เรี่ยกัน หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอนัลก็ได้เผยแพร่ข่าวของคู่แข่ง และจุดอ่อนของเครื่องอ่านอีบุ๊กของ Amazon นั่นหมายความว่า มันจะมีอุปกรณ์ประเภทนี้ออกมามากมาย ทำให้หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น และช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ข่าวสารสามารถยืนหยัดต่อไปได้
เครื่องอ่านอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่บรรดาหนังสือพิมพ์ทราบดีว่า อย่างไรก็ต้องเดินต่อไปในทางนี้ เนื่องจากกระดาษไม่ใช่คำตอบสำหรับการดำเนินธุรกิจ แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะชอบการพลิกหน้าหนังสือที่เป็นกระดาษก็ตาม ในขณะที่โลกออนไลน์ มันเป็นเรื่องของโฆษณา แต่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการมีรายได้จากสมาชิกด้วย ดังนั้น เครื่องอ่านอีบุ๊กอย่าง Kindle จะตอบโจทย์การรับสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ดีกว่าออนไลน์ ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการอ่านคอนเท็นต์บนนั้น และจะรู้สึกไม่พอใจที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้อ่านแมกะซีนออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในวงการบางท่านแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า มันอาจจะเร็วเกินไป หรือไม่ที่จะเปลียนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยอุปกรณ์พาพาดังกล่าว เพราะความจริง Kindle เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊กที่ออกมาขัดตาทัพเทคโนโลยีอีเปเปอร์แบบม้วนได้ ซึ่งให้ความสะดวกในการพกพามากกว่า ในขณะเดียวกันยังใกล้เคียงกับสื่อแบบเดิมอีกด้วย แต่ถ้าจะรอให้ถึงวันนั้น บางทีมันอาจจะสายเกินไป งานนี้คงต้องรอดูว่า ความหวังของบรรดาหนังสือพิมพ์จะเป็นจริง หรือไม่? ผู้บริโภคจะยอมรับกับอุปกรณ์พกพาที่ออกมาทดแทนความคุ้นเคยเดิมๆ ได้ หรือเปล่า?
Update: ล่าสุดมีการอ้างว่า ภาพถ่ายข้างล่างนี้เป็นพรีเซนเทชั่นของ Amazon Kindle DX เครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ที่มีหน้าจอใหญ่ 9.7 นิ้ว (Kindle 2 จะมีขนาดหน้าจอแค่ 6 นิ้วเท่านั้น) เหมาะกับการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตลอดจนหนังสือตำราเรียน
ทั้งนี้นิวยอร์กไทมส์ยังได้ตกลงเป็นหนึ่งในพันธมิตรรายแรกๆ ที่จะเผยแพร่สิ่งพิมพ์ของตนเองบนเครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ของ Amazon ด้วย ซึ่งในเวลาไล่เรี่ยกัน หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอนัลก็ได้เผยแพร่ข่าวของคู่แข่ง และจุดอ่อนของเครื่องอ่านอีบุ๊กของ Amazon นั่นหมายความว่า มันจะมีอุปกรณ์ประเภทนี้ออกมามากมาย ทำให้หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น และช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ข่าวสารสามารถยืนหยัดต่อไปได้
เครื่องอ่านอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่บรรดาหนังสือพิมพ์ทราบดีว่า อย่างไรก็ต้องเดินต่อไปในทางนี้ เนื่องจากกระดาษไม่ใช่คำตอบสำหรับการดำเนินธุรกิจ แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะชอบการพลิกหน้าหนังสือที่เป็นกระดาษก็ตาม ในขณะที่โลกออนไลน์ มันเป็นเรื่องของโฆษณา แต่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการมีรายได้จากสมาชิกด้วย ดังนั้น เครื่องอ่านอีบุ๊กอย่าง Kindle จะตอบโจทย์การรับสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ดีกว่าออนไลน์ ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการอ่านคอนเท็นต์บนนั้น และจะรู้สึกไม่พอใจที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้อ่านแมกะซีนออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในวงการบางท่านแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า มันอาจจะเร็วเกินไป หรือไม่ที่จะเปลียนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยอุปกรณ์พาพาดังกล่าว เพราะความจริง Kindle เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊กที่ออกมาขัดตาทัพเทคโนโลยีอีเปเปอร์แบบม้วนได้ ซึ่งให้ความสะดวกในการพกพามากกว่า ในขณะเดียวกันยังใกล้เคียงกับสื่อแบบเดิมอีกด้วย แต่ถ้าจะรอให้ถึงวันนั้น บางทีมันอาจจะสายเกินไป งานนี้คงต้องรอดูว่า ความหวังของบรรดาหนังสือพิมพ์จะเป็นจริง หรือไม่? ผู้บริโภคจะยอมรับกับอุปกรณ์พกพาที่ออกมาทดแทนความคุ้นเคยเดิมๆ ได้ หรือเปล่า?
Update: ล่าสุดมีการอ้างว่า ภาพถ่ายข้างล่างนี้เป็นพรีเซนเทชั่นของ Amazon Kindle DX เครื่องอ่านอีบุ๊กรุ่นใหม่ที่มีหน้าจอใหญ่ 9.7 นิ้ว (Kindle 2 จะมีขนาดหน้าจอแค่ 6 นิ้วเท่านั้น) เหมาะกับการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตลอดจนหนังสือตำราเรียน
Resident Evil 5 ซอมบี้ทะลุจอ!!!
สำหรับคอเกมที่ชอบการไล่ล่าซอมบี้ไม่ควรพลาด Resident Evil 5 เวอร์ชั่นพีซี จากบริษัท Capcom โดยเวอร์ชันนี้จะได้รับการพัฒนาให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี 3D Vision บนการ์ด GeForce ของ Nvidia ที่ต้องใช้แว่นตา Vision 3D ด้วย ซึ่งจะทำให้ได้ความรูัสึกสมจริงในการเล่นเกมมากยิ่งขึ้น เพราะเหล่าบรรดาซอมบี้จะทะลุออกมาจากจอใกล้คุณมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเทคโนโลยีการแสดงผล 3D Vision ดังกล่าวจะไม่สามารถใช้ได้กับมอนิเตอร์ทุกรุ่น ดังนั้นทางเว็บไซต์ของ Nvidia จึงได้ให้รายละเอียดสำหรับระบบที่รองรับไว้ด้วย แต่ราคาของจอที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีนี้่ก็ต้องขอบอกว่า ค่อนข้างแพงทีเดียว สำหรับชุดคิท GeForce Vision พร้อมแว่นตา จะมีราคาอยู่ที่ 199 เหรียญฯ หรือประมาณ 7,200 บาท แต่หากซื้อพร้อมมอนิเตอร์ก็จะอยู่ที่ราวๆ 599 เหรียญฯ หรือประมาณ 22,000 บาทเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเทคโนโลยีการแสดงผล 3D Vision ดังกล่าวจะไม่สามารถใช้ได้กับมอนิเตอร์ทุกรุ่น ดังนั้นทางเว็บไซต์ของ Nvidia จึงได้ให้รายละเอียดสำหรับระบบที่รองรับไว้ด้วย แต่ราคาของจอที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีนี้่ก็ต้องขอบอกว่า ค่อนข้างแพงทีเดียว สำหรับชุดคิท GeForce Vision พร้อมแว่นตา จะมีราคาอยู่ที่ 199 เหรียญฯ หรือประมาณ 7,200 บาท แต่หากซื้อพร้อมมอนิเตอร์ก็จะอยู่ที่ราวๆ 599 เหรียญฯ หรือประมาณ 22,000 บาทเลยทีเดียว
เน็ตบุ๊กจอกว้าง-บางได้ใจ
ในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ต่างเชื่อกันว่า "เน็ตบุ๊ก" คือทางออกของตลาด ล่าสุดเอเซอร์บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อันดับ 2 ของโลกได้แนะนำเน็ตบุ๊กรุ่นใหม่ในซีรียส์ Aspire One ทีมีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นถึง 11.6 นิ้ว โดยรายละเอียดของสเป็กปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ภาษาเยอรมันของทางบริษัท
สำหรับรายละเอียดของ Acer Aspire One 751 เน็ตบุ๊กรุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้มีการเปิดเผยออกมาจะประกอบด้วยซีพียู Atom Z520 1.33GHz พร้อมรองรับหน่วยความจำสูงสุด 2GB ฮาร์ดดิสก์ 160GB ที่น่าแปลกก็คือ การไม่ใช้ซีพียู Atom 1.6GHz เหมือนรุ่นก่อนๆ อย่างไรก็ตาม เน็ตบุ๊กรุ่นนี้ต้องถือว่าเป็นรุ่นที่มีขนาดใหญ่สุดของทางบริษัท โดยมีหน้าจอกว้าง (16:9) ขนาด 11.6 นิ้ว สามารถแสดงรายละเอียดได้สูงสุดถึง 1366x768 พิกเซล สนับสนุนการเชื่อมต่อไร้สายบลูทูธ 2.0+EDR และออปชั่นโมบาย UMTS/HSPA และ 3G
ระบบปฏิบัติการที่มากับเครื่องจะเป็น Windows XP Home แต่สามารถอัพเกรดเป็น Vista Home Basic ได้ เว็บแคมสำหรับวิดีโอแชต และมัลติฟังกชันทัชแพดที่รองรับการคำสั่งต่างๆ ได้ เช่น ผู้ใช้สามารถใช้สองนิ้วสัมผัสทัชแพดเพื่อซูมภาพบนหน้าจอได้แบบแมคบุ๊ก จุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ก็คือ 751 จะมีความบางมาก แค่ 1 นิ้วเท่านั้น ในขณะที่ยังสนับสนุนระบบออดิโอ 5.1 ส่วนพอร์ตที่มากับเครื่องก็จะมี USB เอาต์พุต VGA และ Ethernet ครบถ้วน
Acer Asprire One 751 มาพร้อมกับแบตฯ 3 เซลเล่นได้นาน 4 ชั่วโมง(6 เซลเล่นได้ 8 ชั่วโมง) น้ำหนักประมาณ 2.8 ปอนด์ (1.27 กิโลกรัม) มีให้เลือก 4 สีด้วยกันคือ แดง ขาว น้ำเงิน และดำ สนนราคาอยู่ที 518 เหรียญฯ หรือประมาณ 18,500 บาท
สำหรับรายละเอียดของ Acer Aspire One 751 เน็ตบุ๊กรุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้มีการเปิดเผยออกมาจะประกอบด้วยซีพียู Atom Z520 1.33GHz พร้อมรองรับหน่วยความจำสูงสุด 2GB ฮาร์ดดิสก์ 160GB ที่น่าแปลกก็คือ การไม่ใช้ซีพียู Atom 1.6GHz เหมือนรุ่นก่อนๆ อย่างไรก็ตาม เน็ตบุ๊กรุ่นนี้ต้องถือว่าเป็นรุ่นที่มีขนาดใหญ่สุดของทางบริษัท โดยมีหน้าจอกว้าง (16:9) ขนาด 11.6 นิ้ว สามารถแสดงรายละเอียดได้สูงสุดถึง 1366x768 พิกเซล สนับสนุนการเชื่อมต่อไร้สายบลูทูธ 2.0+EDR และออปชั่นโมบาย UMTS/HSPA และ 3G
ระบบปฏิบัติการที่มากับเครื่องจะเป็น Windows XP Home แต่สามารถอัพเกรดเป็น Vista Home Basic ได้ เว็บแคมสำหรับวิดีโอแชต และมัลติฟังกชันทัชแพดที่รองรับการคำสั่งต่างๆ ได้ เช่น ผู้ใช้สามารถใช้สองนิ้วสัมผัสทัชแพดเพื่อซูมภาพบนหน้าจอได้แบบแมคบุ๊ก จุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ก็คือ 751 จะมีความบางมาก แค่ 1 นิ้วเท่านั้น ในขณะที่ยังสนับสนุนระบบออดิโอ 5.1 ส่วนพอร์ตที่มากับเครื่องก็จะมี USB เอาต์พุต VGA และ Ethernet ครบถ้วน
Acer Asprire One 751 มาพร้อมกับแบตฯ 3 เซลเล่นได้นาน 4 ชั่วโมง(6 เซลเล่นได้ 8 ชั่วโมง) น้ำหนักประมาณ 2.8 ปอนด์ (1.27 กิโลกรัม) มีให้เลือก 4 สีด้วยกันคือ แดง ขาว น้ำเงิน และดำ สนนราคาอยู่ที 518 เหรียญฯ หรือประมาณ 18,500 บาท
สั่งค้นด้วยเสียงบนวินโดวส์โมบาย
หลังจากที่กูเกิ้ลได้เปิดตัวบริการ Google Voice Search บนมือถือไอโฟน และแบลคเบอรี่ไปแล้ว ล่าสุดไมโครซอฟท์ได้ออกมาประกาศแนะนำบริการ Tellme สำหรับระบบปฎิบัติการ Windows Mobile 6.5
สำหรับบริการ Tellme ผู้ใช้เพียงแค่กดปุ่มๆ เดียวแล้วบอกสิ่งที่ต้องการทำ ไม่ว่าจะเป็น ส่งข้อความ เรียกสายเบอร์ทีต้องการโทร ตลอดจนค้นหาข้อมูลที่ต้องการบนอินเทอร์เน็ต โดยบริการดังกล่าวจะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 6.5
ตัวอย่างการใช้บริการเช่น คำสั่ง "text" ระบบจะเปิดกล่องเขียนข้อความขึ้นมาให้ และสั่ง"send" เพื่อส่งข้อความ หรือสั่ง "call" ตามด้วยชื่อของผู้ที่ต้องการติดต่อใน contact เพื่อให้มือถือทำการติดต่อเรียกสายให้ ส่วนการค้นหาจะใช้บริการ Windows Live Search เพียงแค่พูดคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทางไมโครซอฟท์ได้เปรียบเทียบบริการของตนกับไอโฟน โดยอ้างว่า Tellme มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้มากกว่า เนื่องจากหากใช้บริการบนไอโฟน ผู้ใช้ต้องสัมผัสหน้าจอถึง 4 ครั้งและพิมพ์มากกว่า 20 ตัวอักษรในการค้นหาข้อมูลธุรกิจที่ต้องการ ในขณะที่ Tellme จะใช้การกดแค่ครั้งเดียวแล้วพูดออกไปก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว สำหรับบริการ Tellme จะแจกฟรีมาพร้อมกับ Windows Mobile 6.5 ซึ่งคาดว่าจะวางตลาดในช่วงปลายปีนี้
สำหรับบริการ Tellme ผู้ใช้เพียงแค่กดปุ่มๆ เดียวแล้วบอกสิ่งที่ต้องการทำ ไม่ว่าจะเป็น ส่งข้อความ เรียกสายเบอร์ทีต้องการโทร ตลอดจนค้นหาข้อมูลที่ต้องการบนอินเทอร์เน็ต โดยบริการดังกล่าวจะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 6.5
ตัวอย่างการใช้บริการเช่น คำสั่ง "text" ระบบจะเปิดกล่องเขียนข้อความขึ้นมาให้ และสั่ง"send" เพื่อส่งข้อความ หรือสั่ง "call" ตามด้วยชื่อของผู้ที่ต้องการติดต่อใน contact เพื่อให้มือถือทำการติดต่อเรียกสายให้ ส่วนการค้นหาจะใช้บริการ Windows Live Search เพียงแค่พูดคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทางไมโครซอฟท์ได้เปรียบเทียบบริการของตนกับไอโฟน โดยอ้างว่า Tellme มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้มากกว่า เนื่องจากหากใช้บริการบนไอโฟน ผู้ใช้ต้องสัมผัสหน้าจอถึง 4 ครั้งและพิมพ์มากกว่า 20 ตัวอักษรในการค้นหาข้อมูลธุรกิจที่ต้องการ ในขณะที่ Tellme จะใช้การกดแค่ครั้งเดียวแล้วพูดออกไปก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว สำหรับบริการ Tellme จะแจกฟรีมาพร้อมกับ Windows Mobile 6.5 ซึ่งคาดว่าจะวางตลาดในช่วงปลายปีนี้
พีซีของคุณรัน Windows 7 ได้หรือไม่
"พีซีของคุณรัน Windows 7 ได้ หรือไม่? และถ้าติดตั้งไปแล้วคุณจะพบกับฝันร้าย หรือเปล่า?" คำถามเหล่านี้จะหมดไป เมื่อไมโครซอฟท์ได้ออกซอฟต์แวร์ตรวจสอบความพร้อมของพีซีว่ามีความเหมาะสมต่อการใช้งานโอเอสอย่าง Windows 7 หรือไม่ อย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วโลกที่สนใจได้ดาวน์โหลดไปลองทดสอบความพร้อมของเครื่องตัวเองกันแล้ว
Windows 7 Upgrade Advisor เวอร์ชันทดลองที่ทางไมโครซอฟท์จัดทำขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปโลกนำไปตรวจสอบความพร้อมขององค์ประกอบต่างๆ ของพีซีในการอัพเกรดระบบปฎิบัติการเป็น Windows 7 ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะวิเคราะห์พีซีของผู้ใช้ตั้งแต่ชิปประมวลผล หน่วยความจำ ฮาร์ดดิสก์ และโพรเซสเซอร์กราฟิก โดยจะให้คำตอบกับผู้ใช้ว่า พีซีของคุณจะรัน Windows 7 ได้หรือไม่ โดยอัตโนมัติ
"สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการอัพเกรดระบบปฎิบัติการบนพีซีเครื่องเดิม ส่วนใหญ่ก็จะมีคำถามว่า พีซีของพวกเขาสามารถใช้งานกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่ได้หรือไม่?" แบรนดอน เลอบลังค์ บล็อกเกอร์ภายในของไมโครซอฟท์ โพสต์ข้อความดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา "ไมโครซอฟท์มีแผนที่จะแจกจ่ายเครื่องมือที่สามารถระบุได้ทันทีว่า พีซีของผู้ใช้สามารถรัน Windows 7 ได้ หรือไม่?" ซึ่ง Windows 7 Upgrade Advisior เวอร์ชันทดลองได้เปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้วจากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ อย่างไรก็ดี เลอบรังค์ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เวอร์ชันสมบูรณ์ของทูลส์ตัวนี้จะเสร็จเมื่อไร?
จากข้อความที่เลอบรังค์ได้โพสต์ไว้ในบล็อกระบุว่า Windows 7 Upgrade Advisor จะวัดความพร้อมของพีซีในการอัพเกรดไปใช้ Windows 7 โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการระบบขั้นต่ำสำหรับพีซีทีใช้รัน Windows 7 ดังนี้
โพรเซสเซอร์ x86 ขนาด 32 บิต หรือ 64 บิต(x64) ความเร็ว 1GHz ขึ้นไป
หน่วยความจำอย่างน้อย 1GB สำหรับ 32 บิต และ 2GB สำหรับ 64 บิต
พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 16GB (เวอร์ชัน 32 บิต) และ 20GB (เวอร์ชัน 64 บิต)
โพรเซสเซอร์กราฟิกรองรับไดรเวอร์ DirectX 9 พร้อมด้วยไดรเวอร์แสดงผล WDDM (Windows Display Drive Model) 1.0 หรือสูงกว่า
Windows 7 Upgrade Advisor เวอร์ชันทดลองที่ทางไมโครซอฟท์จัดทำขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปโลกนำไปตรวจสอบความพร้อมขององค์ประกอบต่างๆ ของพีซีในการอัพเกรดระบบปฎิบัติการเป็น Windows 7 ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะวิเคราะห์พีซีของผู้ใช้ตั้งแต่ชิปประมวลผล หน่วยความจำ ฮาร์ดดิสก์ และโพรเซสเซอร์กราฟิก โดยจะให้คำตอบกับผู้ใช้ว่า พีซีของคุณจะรัน Windows 7 ได้หรือไม่ โดยอัตโนมัติ
"สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการอัพเกรดระบบปฎิบัติการบนพีซีเครื่องเดิม ส่วนใหญ่ก็จะมีคำถามว่า พีซีของพวกเขาสามารถใช้งานกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่ได้หรือไม่?" แบรนดอน เลอบลังค์ บล็อกเกอร์ภายในของไมโครซอฟท์ โพสต์ข้อความดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา "ไมโครซอฟท์มีแผนที่จะแจกจ่ายเครื่องมือที่สามารถระบุได้ทันทีว่า พีซีของผู้ใช้สามารถรัน Windows 7 ได้ หรือไม่?" ซึ่ง Windows 7 Upgrade Advisior เวอร์ชันทดลองได้เปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้วจากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ อย่างไรก็ดี เลอบรังค์ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เวอร์ชันสมบูรณ์ของทูลส์ตัวนี้จะเสร็จเมื่อไร?
จากข้อความที่เลอบรังค์ได้โพสต์ไว้ในบล็อกระบุว่า Windows 7 Upgrade Advisor จะวัดความพร้อมของพีซีในการอัพเกรดไปใช้ Windows 7 โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการระบบขั้นต่ำสำหรับพีซีทีใช้รัน Windows 7 ดังนี้
โพรเซสเซอร์ x86 ขนาด 32 บิต หรือ 64 บิต(x64) ความเร็ว 1GHz ขึ้นไป
หน่วยความจำอย่างน้อย 1GB สำหรับ 32 บิต และ 2GB สำหรับ 64 บิต
พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 16GB (เวอร์ชัน 32 บิต) และ 20GB (เวอร์ชัน 64 บิต)
โพรเซสเซอร์กราฟิกรองรับไดรเวอร์ DirectX 9 พร้อมด้วยไดรเวอร์แสดงผล WDDM (Windows Display Drive Model) 1.0 หรือสูงกว่า
Eee PC 1008HA เน็ตบุ๊กแอร์? [update]
ระยะหลังมานี่ สมรภูมิเน็ตบุ๊กนอกจากจะเน้นขนาดของจอที่ใหญ่ขึ้นเป็น 10 - 12 นิ้วแล้ว ยังแข่งขันกันในเรื่องความบางอีกด้วย ล่าสุด Asus ผู้นำตลาดเน็ตบุ๊กที่หลายคนรู้จักกันดี ได้ประกาศเปิดตัวเน็ตบุ๊กรุ่น Eee PC 1008HA ที่ไม่เพียงแต่จะมีขนาดหน้าจอ 10 นิ้วเท่านั้น แต่ยังบางเบาน่าใช้งานมากๆ อีกด้วย
Eee PC 1008HA เน็ตบุ๊กรุ่นล่าสุดจาก Asus ที่เน้นการออกแบบให้ดูทันสมัยเป็นพิเศษ พร้อมด้วยคุณสมบัติภายในเครื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยหน้าจอของเน็ตบุ๊ครุ่นนี้จะมีขนาด 10 นิ้ว (1024x600 พิกเซล) เพิ่มมุมมองที่กว้างขึ้น และมีความบางเฉียบแค่ 26 ม.ม. ในขณะที่น้ำหนักตัวเครื่องรวมแบตเตอรี่แล้วแค่ 1.1 กิโลกรัมเท่านั้น
คุณสมบัติภายในตัวเครื่องประกอบด้วย ซีพียู Atom N280 1.66GHz ฮาร์ดดิสก์ 160GB หน่วยความจำ 1GB เว็บแคม 1.3 ล้านพิกเซล และระบบเชื่อมต่อไร้สาย WiFi-N พร้อมบลูทูธ ส่วนพอร์ตต่างๆ ที่มากับเครื่องก็จะมี พอร์ต VGA สำหรับต่อกับจอภายนอก และยูเอสบี 2 พอร์ต ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows XP Home แถมยังมีการให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลฟรีบนอินเทอร์เน็ตอีก 10GB มี 6 สีให้เลือกได้แก่ ขาว, ดำ, น้ำเงิน, ชมพู, น้ำเงินแซฟไฟร์ และแดงทับทิม สนนราคาเครื่องจากเว็บไซต์ Amazon UK จะอยู่ที่ 565 เหรียญฯ หรือประมาณสองหมื่นบาท สำหรับใครที่ต้องการเน็ตบุ๊กบางเบาพกพาสะดวก แบตเตอรี่ใช้งานได้นานต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง และมีประสิทธิภาพในการท่องเน็ต เล่นวิดีโอ พร้อมด้วยความสามารถในการสื่อสารทีไม่ขาดตอน Asus Eee-PC 1008HA ก็น่าจะเหมาะกับคุณ
Update: Jerry Shen ประธานบริษัท Asus ประกาศว่า ทางบริษัทมีแผนจะเปิดตัว Eee PC รุ่นบางเฉียบที่มีขนาดหน้าจอ 11.6 นิ้วภายในเดือนหน้า(กรกฎาคม) โดยเป้าหมายในการทำตลาดสำหรับ Eee PC ขนาดจอ 10 นิ้วจะคิดเป็น 50% ในขณะที่รุ่นจอ 11.6 นิ้วจะทำตลาดได้ 30% นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีแผนที่จะออกโน้ตบุ๊กที่ใช้ซีพียูรุ่นใหม่ Consumer Ultra-Low Voltage (CULV) ของ Intel กับโน้ตบุ๊กหน้าจอ 15.6 นิ้วสำหรับตลาดผู้ใช้ระดับกลางและระดับบนอีกด้วย
Eee PC 1008HA เน็ตบุ๊กรุ่นล่าสุดจาก Asus ที่เน้นการออกแบบให้ดูทันสมัยเป็นพิเศษ พร้อมด้วยคุณสมบัติภายในเครื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยหน้าจอของเน็ตบุ๊ครุ่นนี้จะมีขนาด 10 นิ้ว (1024x600 พิกเซล) เพิ่มมุมมองที่กว้างขึ้น และมีความบางเฉียบแค่ 26 ม.ม. ในขณะที่น้ำหนักตัวเครื่องรวมแบตเตอรี่แล้วแค่ 1.1 กิโลกรัมเท่านั้น
คุณสมบัติภายในตัวเครื่องประกอบด้วย ซีพียู Atom N280 1.66GHz ฮาร์ดดิสก์ 160GB หน่วยความจำ 1GB เว็บแคม 1.3 ล้านพิกเซล และระบบเชื่อมต่อไร้สาย WiFi-N พร้อมบลูทูธ ส่วนพอร์ตต่างๆ ที่มากับเครื่องก็จะมี พอร์ต VGA สำหรับต่อกับจอภายนอก และยูเอสบี 2 พอร์ต ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows XP Home แถมยังมีการให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลฟรีบนอินเทอร์เน็ตอีก 10GB มี 6 สีให้เลือกได้แก่ ขาว, ดำ, น้ำเงิน, ชมพู, น้ำเงินแซฟไฟร์ และแดงทับทิม สนนราคาเครื่องจากเว็บไซต์ Amazon UK จะอยู่ที่ 565 เหรียญฯ หรือประมาณสองหมื่นบาท สำหรับใครที่ต้องการเน็ตบุ๊กบางเบาพกพาสะดวก แบตเตอรี่ใช้งานได้นานต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง และมีประสิทธิภาพในการท่องเน็ต เล่นวิดีโอ พร้อมด้วยความสามารถในการสื่อสารทีไม่ขาดตอน Asus Eee-PC 1008HA ก็น่าจะเหมาะกับคุณ
Update: Jerry Shen ประธานบริษัท Asus ประกาศว่า ทางบริษัทมีแผนจะเปิดตัว Eee PC รุ่นบางเฉียบที่มีขนาดหน้าจอ 11.6 นิ้วภายในเดือนหน้า(กรกฎาคม) โดยเป้าหมายในการทำตลาดสำหรับ Eee PC ขนาดจอ 10 นิ้วจะคิดเป็น 50% ในขณะที่รุ่นจอ 11.6 นิ้วจะทำตลาดได้ 30% นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีแผนที่จะออกโน้ตบุ๊กที่ใช้ซีพียูรุ่นใหม่ Consumer Ultra-Low Voltage (CULV) ของ Intel กับโน้ตบุ๊กหน้าจอ 15.6 นิ้วสำหรับตลาดผู้ใช้ระดับกลางและระดับบนอีกด้วย
security: ป้องกันหนอนในธัมบ์ไดรฟ์
ถาม: พอดีได้อ่านข่าวเกี่ยวกับหนอนที่ชื่อ conficker จากในเว็บไซต์ arip ซึ่งระบุว่ามันสามารถแพร่ผ่านยูเอสบีไดรฟ์ได้ด้วย ก็เลยยิ่งรู้สึกกังวลว่า อาจจะโดนมันเล่นงานเข้าสักวัน เนื่องจากที่ออฟฟิศจะแลกเปลี่ยนข้อมูลจากยูเอสบีไดรฟ์ของแต่ละคน พอจะมีวิธีป้องกันง่ายๆ หรือเปล่าครับ
ตอบ: เวลาที่คุณเสียบธัมบ์ไดรฟ์ที่มีหนอน Conficker เข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่ปลอดเชื้อ ฟังก์ชันการทำงานที่เรียกว่า AutoPlay ของระบบปฏิบัติการก็จะทำงาน ซึ่งเปิดโอกาสให้หนอนที่อยู่ในธัมบ์ไดรฟ์ติดเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นวิธีป้องกันในขั้นต้นก็คือ การปิดฟังก์ชัน AutoPlay นั้่นเอง แม้บริษัท Panda Security จะได้แจกฟรีโปรแกรมวัคซีนช่วยปิดฟังก์ชันดังกล่าวให้ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดมาก็ได้ เพราะสามารถทำได้เองตามขั้นตอนข้างล่างนี้
กรณีที่ใช้ Windows เวอร์ชัน Home ทั้งหลายแหล่ง
1. กดปุ่ม Windows+R เพื่อเปิดไดอะล็อกบ๊อกซ์ Run พิมพ์คำสั่ง regedit เข้าในช่องข้อความ Open: แล้วกดปุ่ม Enter
2. ในกรอบซ้ายมือคลิกเข้าไปที่
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer
3. สังเกตในกรอบด้านขวามือ ดับเบิ้ลคลิ้กบนรายการ NoDriveTypeAutoRun เปลี่ยนค่าเลขฐานสิบหก(hexadecimal) เป็น FF แล้วกดปุ่ม Enter ปิดหน้าต่างโปรแกรม
สำหรับพวกใช้ Windows เวอร์ชั่น Professional และ Ultimate
กดปุ่ม Windows+R พิมพ์คำสั่ง gpedit.msc (เปิดยูทิลิตี้ Group Policy Editor) แล้วกดปุ่ม Enter
ถ้าใช้ Windows XP ให้คลิก Open Computer Configuration Adminstrative Templates System แต่ถ้าเป็น Vista ให้คลิก Open Computer Configuration Windows Compnents AutoPlay Policies
มองหา Turn Off AutoPlay ในกรอบทางด้านขวามือ แล้วดับเบิ้ลคลิ้กบนรายการนั้นให้แสดง Enabled เพื่อเป็นการเปิดใช้คำสั่งปิดฟังก์ชันดังกล่าว
แม้จะป้องกันด้วยวิธีข้างต้นแล้ว ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ถ้าต้องการให้ปลอดภัยชัวร์ คอมพิวเตอร์ของคุณควรจะได้รับการลงโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ได้รับการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ
ตอบ: เวลาที่คุณเสียบธัมบ์ไดรฟ์ที่มีหนอน Conficker เข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่ปลอดเชื้อ ฟังก์ชันการทำงานที่เรียกว่า AutoPlay ของระบบปฏิบัติการก็จะทำงาน ซึ่งเปิดโอกาสให้หนอนที่อยู่ในธัมบ์ไดรฟ์ติดเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นวิธีป้องกันในขั้นต้นก็คือ การปิดฟังก์ชัน AutoPlay นั้่นเอง แม้บริษัท Panda Security จะได้แจกฟรีโปรแกรมวัคซีนช่วยปิดฟังก์ชันดังกล่าวให้ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดมาก็ได้ เพราะสามารถทำได้เองตามขั้นตอนข้างล่างนี้
กรณีที่ใช้ Windows เวอร์ชัน Home ทั้งหลายแหล่ง
1. กดปุ่ม Windows+R เพื่อเปิดไดอะล็อกบ๊อกซ์ Run พิมพ์คำสั่ง regedit เข้าในช่องข้อความ Open: แล้วกดปุ่ม Enter
2. ในกรอบซ้ายมือคลิกเข้าไปที่
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer
3. สังเกตในกรอบด้านขวามือ ดับเบิ้ลคลิ้กบนรายการ NoDriveTypeAutoRun เปลี่ยนค่าเลขฐานสิบหก(hexadecimal) เป็น FF แล้วกดปุ่ม Enter ปิดหน้าต่างโปรแกรม
สำหรับพวกใช้ Windows เวอร์ชั่น Professional และ Ultimate
กดปุ่ม Windows+R พิมพ์คำสั่ง gpedit.msc (เปิดยูทิลิตี้ Group Policy Editor) แล้วกดปุ่ม Enter
ถ้าใช้ Windows XP ให้คลิก Open Computer Configuration Adminstrative Templates System แต่ถ้าเป็น Vista ให้คลิก Open Computer Configuration Windows Compnents AutoPlay Policies
มองหา Turn Off AutoPlay ในกรอบทางด้านขวามือ แล้วดับเบิ้ลคลิ้กบนรายการนั้นให้แสดง Enabled เพื่อเป็นการเปิดใช้คำสั่งปิดฟังก์ชันดังกล่าว
แม้จะป้องกันด้วยวิธีข้างต้นแล้ว ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ถ้าต้องการให้ปลอดภัยชัวร์ คอมพิวเตอร์ของคุณควรจะได้รับการลงโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ได้รับการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ
Google ถูกฟ้องขโมยชื่อ Android
รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า กูเกิ้ลและอีก 47 บริษัททั่วโลกถูกฟ้องเป็นคดีในศาลชั้นต้นที่สหรัฐฯ กรณีละเมิดเครื่องหมายการค้า อันเนื่องจากการใช้คำว่า "Android" กับสินค้าและบริการของทางบริษัท
สำหรับ Android เป็นชื่อของระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาจากลินุกซ์สำหรับใช้กับมือถือ และอุปกรณ์โมบายต่างๆ ซึ่งทาง Google ได้มีการแนะนำให้ทั่วโลกได้รู้จักตั้งแต่เดือนพฤษจิกายน 2007 แล้ว ซึ่งทางด้าน Erick Specht นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการแอพพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ตในอิลินอยส์อ้างว่า Android เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทของเขา นั่นก็คือ Android Data ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2002 โดยสำนักงานจดทะเบียนการค้าและสิทธิบัตรในสหรัฐฯ (USPTO)
ส่วนทางด้าน Google เองก็ได้มีการจดทะเบียนการค้าสำหรับ Android เมื่อเดือนตุลาคม 2007 แต่เอกสารการขอจดได้ถูกปฏิเสธในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 โดยทาง USPTO ให้เหตุผลง่ายๆ ว่า เนื่องจากทั้ง Google และ Specht อยู่ในบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เหมือนกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ว่า สินค้าและบริการของทั้งสองมาจากแหล่งเดียวกัน
Google ได้โต้แย้งคำพิจารณาดังกล่าวในเดือนสิงหาคม โดยอ้างว่า เครื่องหมายการค้า Android Data ไม่ได้ถูกใช้มาเกินกว่า 3 ปีแล้ว ในขณะที่บริษัทก็ได้เงียบหายไปกว่า 4 ปีแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งไม่น่าจะทำให้เกิดความสับสนระหว่างชื่อทั้งสองกับผู้บริโภคอย่างแน่นอน แต่ทาง USPTO กล่าวแค่เพียงว่า ได้มีการตัดสินใจในเรื่องนี้ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ทาง Google ไม่ได้ลดละความพยายาม โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทางบริษัทได้ร้องขอให้ระงับการพิจารณาออกไปจนกว่าจะได้หลักฐานที่ชัดเจน คราวนี้ทาง USPTO ได้อนุญาตให้ระงับการดำเนินการใดๆ ไปก่อน
แต่ล่าสุด Specht ได้ฟ้องต่อศาลในกรณีละเมิดเครื่องหมายสินค้าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยว่า เขาต้องการเก็บรักษาชื่อ Android ไว้กับเขาเพียงผู้เดียวจริงๆ (แม้จะไม่ได้ทำอะไรเลยก่อนหน้านั้นถึง 4 ปี) โดยยื่นเอกสารคำฟ้องที่มีความหนาถึง 71 หน้า ซึ่งไม่เพียงแต่ Google เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น Open Handset Alliacne, China Mobile, Sprint Nextel, T-Mobile, Vodafone, ARM, Broadcom, Intel, Nvidia, Texas Instuments, Motorola, Samsung, Toshiba และ Wind River เป็นต้น โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการฟ้องร้องที่มากเกินไป ซึ่งในคำฟ้องยังระบุอีกด้วยว่า "มันชัเดจนเหลือเกินที่ Google ได้ขโมยชื่อของเขาไปก่อนที่มาสอบถามในภายหลัง"
Specht อ้างว่า มีการใช้ชื่อ Android ในขณะที่เขาดำเนินธุรกิจอยู่เลย ดังนั้นเขาจึงข้อฟ้องละเมิดการใช้เครื่องหมายการค้าของเขา รวมถึงสื่อการตลาดทุกชิ้นที่มีการใช้คำว่า Android โดยคิดเป็นค่าเสียหาย 2 ล้านเหรียญฯ ต่อการใช้เครื่องหมายการค้าที่พิสูจน์ทราบได้ว่า ทำให้บริษัทของเขาเสียหาย ซึ่ง Specht จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นตามคำอ้าง ที่บอกว่า เขากำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมออกผลิตภัณฑ์ในอนาคตอันใกล้ภายใต้เครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์ว่า Android Data คงต้องดูกันต่อไปว่า ความหัวหมอของ Specht จะทำให้เขาได้เท่าไรจากฟ้องร้องครั้งนี้ คาดว่า น่าจะมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เขาจะวางจำหน่ายเสียด้วยซ้ำ
สำหรับ Android เป็นชื่อของระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาจากลินุกซ์สำหรับใช้กับมือถือ และอุปกรณ์โมบายต่างๆ ซึ่งทาง Google ได้มีการแนะนำให้ทั่วโลกได้รู้จักตั้งแต่เดือนพฤษจิกายน 2007 แล้ว ซึ่งทางด้าน Erick Specht นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการแอพพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ตในอิลินอยส์อ้างว่า Android เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทของเขา นั่นก็คือ Android Data ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2002 โดยสำนักงานจดทะเบียนการค้าและสิทธิบัตรในสหรัฐฯ (USPTO)
ส่วนทางด้าน Google เองก็ได้มีการจดทะเบียนการค้าสำหรับ Android เมื่อเดือนตุลาคม 2007 แต่เอกสารการขอจดได้ถูกปฏิเสธในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 โดยทาง USPTO ให้เหตุผลง่ายๆ ว่า เนื่องจากทั้ง Google และ Specht อยู่ในบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เหมือนกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ว่า สินค้าและบริการของทั้งสองมาจากแหล่งเดียวกัน
Google ได้โต้แย้งคำพิจารณาดังกล่าวในเดือนสิงหาคม โดยอ้างว่า เครื่องหมายการค้า Android Data ไม่ได้ถูกใช้มาเกินกว่า 3 ปีแล้ว ในขณะที่บริษัทก็ได้เงียบหายไปกว่า 4 ปีแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งไม่น่าจะทำให้เกิดความสับสนระหว่างชื่อทั้งสองกับผู้บริโภคอย่างแน่นอน แต่ทาง USPTO กล่าวแค่เพียงว่า ได้มีการตัดสินใจในเรื่องนี้ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ทาง Google ไม่ได้ลดละความพยายาม โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทางบริษัทได้ร้องขอให้ระงับการพิจารณาออกไปจนกว่าจะได้หลักฐานที่ชัดเจน คราวนี้ทาง USPTO ได้อนุญาตให้ระงับการดำเนินการใดๆ ไปก่อน
แต่ล่าสุด Specht ได้ฟ้องต่อศาลในกรณีละเมิดเครื่องหมายสินค้าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยว่า เขาต้องการเก็บรักษาชื่อ Android ไว้กับเขาเพียงผู้เดียวจริงๆ (แม้จะไม่ได้ทำอะไรเลยก่อนหน้านั้นถึง 4 ปี) โดยยื่นเอกสารคำฟ้องที่มีความหนาถึง 71 หน้า ซึ่งไม่เพียงแต่ Google เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น Open Handset Alliacne, China Mobile, Sprint Nextel, T-Mobile, Vodafone, ARM, Broadcom, Intel, Nvidia, Texas Instuments, Motorola, Samsung, Toshiba และ Wind River เป็นต้น โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการฟ้องร้องที่มากเกินไป ซึ่งในคำฟ้องยังระบุอีกด้วยว่า "มันชัเดจนเหลือเกินที่ Google ได้ขโมยชื่อของเขาไปก่อนที่มาสอบถามในภายหลัง"
Specht อ้างว่า มีการใช้ชื่อ Android ในขณะที่เขาดำเนินธุรกิจอยู่เลย ดังนั้นเขาจึงข้อฟ้องละเมิดการใช้เครื่องหมายการค้าของเขา รวมถึงสื่อการตลาดทุกชิ้นที่มีการใช้คำว่า Android โดยคิดเป็นค่าเสียหาย 2 ล้านเหรียญฯ ต่อการใช้เครื่องหมายการค้าที่พิสูจน์ทราบได้ว่า ทำให้บริษัทของเขาเสียหาย ซึ่ง Specht จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นตามคำอ้าง ที่บอกว่า เขากำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมออกผลิตภัณฑ์ในอนาคตอันใกล้ภายใต้เครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์ว่า Android Data คงต้องดูกันต่อไปว่า ความหัวหมอของ Specht จะทำให้เขาได้เท่าไรจากฟ้องร้องครั้งนี้ คาดว่า น่าจะมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เขาจะวางจำหน่ายเสียด้วยซ้ำ
Intel เปลี่ยนสโลแกนใหม่
เช้านี้รายงานข่าวที่แพร่สะพัดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เห็นจะหนีไม่พ้นการเปลี่ยนสโลแกนของ Intel บริษัทผู้ผลิตไมโครโพรเซสเซอร์อันดับหนึ่ง ที่ต้องการจะบอกผู้บริโภคทั่วโลกว่า พวกเขาไม่ได้เป็นแค่บริษัทผู้ผลิตชิปเท่านั้น แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังชีวิต(ที่ดีกว่า)ของวันพรุ่งนี้
ในการสื่อสารสโลแกนล่าสุดกับผู้บริโภค อินเทลได้ปล่อยโฆษณาชุดใหม่ออกมา ซึ่งจะเป็นการเน้นบทบาทของการเป็นผู้นำนวตกรรมด้วยสโลแกน "Sponsors of Tomorrow" อย่างไรก็ดี แคมเปญจ์ที่ออกมาดูแตกต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญคือ มันมีรูปแบบการนำเสนอที่ดูน่าสนใจ ไม่แพ้แคมเปญจ์ iPhone ของ Apple และ Wii ของ Nintendo
สำหรับการเปิดแคมเปญจ์ใหม่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลกทีกระทบต่อผลกำไรของอุตสาหกรรมไอที อินเทลจะมุ่งเน้นไปที่บทบาทของผู้ผลิตชิปในเรื่องของนวตกรรมมากกว่าเจาะจงไปที่ผลิตภัณฑ์ โดยจะใช้สื่อครบวงจรทั้งสิ่งพิมพ์ บรอดแคสต์ และอินเทอร์เน็ต ซึ่งความหมายของ "Sponsors of Tomorrow" อินเทลต้องการสื่อไปถึงความก้าวหน้าของยุคดิจิตอลที่มันเกิดขึ้นจากซิลิกอน (ส่วนประกอบสำคัญในไมโครโฟรเซสเซอร์) และนวตกรรมหลากหลายที่เกิดจากซิลิกอนมาจากอินเทล(ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง) "เราต้องการสื่อว่า อินเทลไม่ได้เป็นแค่บริษัทไมโครโพรเซสเซอร์บริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนสังคมโลกให้ไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด" Deborah Conrad รองประธานบริษัทอินเทล กล่าว
อินเทลได้ปล่อยโฆษณาชุดนี้ออกมาบ้างแล้ว ซึ่งหากจำโฆษณาชุด Intel Inside ที่ออกมาตั้งแต่ 1990 กันได้ จะเห็นได้ว่า บริษัทได้เปลี่ยนทิศทางการนำเสนอ โดยมุ่งเน้นไปที่นวตกรรมของบริษัท แทนที่จะเป็นการแนะนำโพรเซสเซอร์ที่กำลังวางตลาด ในขณะที่ผู้บริโภคซึ่งกำลังหลงระเริงกับผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมต่างๆ อย่างเช่น iPhone ของ Apple และ Nintendo Wiis ด้วยองค์ประกอบเท่ๆ มากมาย โดยไม่สนใจว่า อะไรอยู่ในนั้น? "ภาพลักษณ์ของบริษัท และแบรนด์ของเรา มีพลังมากกว่าแค่การเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ ความจริง ความแข็งแรงที่สุดของแบรนด์อินเทลมักจะหมายถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเสมอ นั่นหมายความว่า สิ่งที่อินเทลพัฒนาวันนี้จะนำไปสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเสมอนั่นเอง" Conrad กล่าว
ตัวอย่างโฆษณาบนสิ่่งพิมพ์ อินเทลสื่่อสารกับผู้บริโภคด้วยรูปเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในห้องนอนสีชมพู พร้อมด้วยข้อความที่ว่า "your clean room" (ห้องสะอาดๆ ของคุณ) โดยวางติดกับภาพที่ดูตรงข้ามของวิศวกรที่อยู่ในชุดสีเงินและโรงงานผลิตชิปพร้อมด้วยข้อความว่า "our clean room" (ห้องสะอาดๆ ของเรา) สำหรับข้อความเล็กๆ บนพื้นสีน้ำเงินที่อยู่ด้านล่างจะอธิบายว่า ทำไมศูนย์กลางการผลิตของบริษัทถึงต้องมีความสะอาดมากกว่า 10,000 เท่าของห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล "ผู้บริโภคส่วนใหญจะรู้จักอินเทลในฐานะผู้ผลิตชิป แต่ความจริง บริษัทเป็นมากกว่านั้นมากนัก" Paul Venable ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการร่วมสร้างสรรค์งานจาก Venables Bell & Partners บริษัทเอเจนซี่ที่อยู่เบื้องหลังโฆษณาชุดนี้ "ยิ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับอินเทลมากเท่าไร ยิ่งทำให้เราตระหนักว่า มุมมองที่ผ่านมาของเราแคบยิ่งนัก บริษัทนี้กำลังสร้างอนาคตด้วยวิธีต่างๆ ที่ล้ำลึกยากหยั่งถึง แต่ที่น่าอายก็คือ ผู้บริโภคทั่วไปไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้"
ตัวอย่างโฆษณาสองชิ้นที่นำมาฝากกันในข่าวจะเห็นได้ว่า เป็นการเข้าถึงผู้บริโภคด้วยเรื่องราวที่มีสิสัน ดูง่ายไม่ซับซ้อน แต่แฝงด้วยพลังที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภค ซึ่งความหมายของสโลแกนใหม่ ยังอาจหมายถึง การแทรกซึมเข้าไปอยู่ในสิ่งต่างๆ รอบตัวของชีวิตผู้บริโภคในวันพรุ่งนี้อีกด้วย
ในการสื่อสารสโลแกนล่าสุดกับผู้บริโภค อินเทลได้ปล่อยโฆษณาชุดใหม่ออกมา ซึ่งจะเป็นการเน้นบทบาทของการเป็นผู้นำนวตกรรมด้วยสโลแกน "Sponsors of Tomorrow" อย่างไรก็ดี แคมเปญจ์ที่ออกมาดูแตกต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญคือ มันมีรูปแบบการนำเสนอที่ดูน่าสนใจ ไม่แพ้แคมเปญจ์ iPhone ของ Apple และ Wii ของ Nintendo
สำหรับการเปิดแคมเปญจ์ใหม่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลกทีกระทบต่อผลกำไรของอุตสาหกรรมไอที อินเทลจะมุ่งเน้นไปที่บทบาทของผู้ผลิตชิปในเรื่องของนวตกรรมมากกว่าเจาะจงไปที่ผลิตภัณฑ์ โดยจะใช้สื่อครบวงจรทั้งสิ่งพิมพ์ บรอดแคสต์ และอินเทอร์เน็ต ซึ่งความหมายของ "Sponsors of Tomorrow" อินเทลต้องการสื่อไปถึงความก้าวหน้าของยุคดิจิตอลที่มันเกิดขึ้นจากซิลิกอน (ส่วนประกอบสำคัญในไมโครโฟรเซสเซอร์) และนวตกรรมหลากหลายที่เกิดจากซิลิกอนมาจากอินเทล(ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง) "เราต้องการสื่อว่า อินเทลไม่ได้เป็นแค่บริษัทไมโครโพรเซสเซอร์บริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนสังคมโลกให้ไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด" Deborah Conrad รองประธานบริษัทอินเทล กล่าว
อินเทลได้ปล่อยโฆษณาชุดนี้ออกมาบ้างแล้ว ซึ่งหากจำโฆษณาชุด Intel Inside ที่ออกมาตั้งแต่ 1990 กันได้ จะเห็นได้ว่า บริษัทได้เปลี่ยนทิศทางการนำเสนอ โดยมุ่งเน้นไปที่นวตกรรมของบริษัท แทนที่จะเป็นการแนะนำโพรเซสเซอร์ที่กำลังวางตลาด ในขณะที่ผู้บริโภคซึ่งกำลังหลงระเริงกับผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมต่างๆ อย่างเช่น iPhone ของ Apple และ Nintendo Wiis ด้วยองค์ประกอบเท่ๆ มากมาย โดยไม่สนใจว่า อะไรอยู่ในนั้น? "ภาพลักษณ์ของบริษัท และแบรนด์ของเรา มีพลังมากกว่าแค่การเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ ความจริง ความแข็งแรงที่สุดของแบรนด์อินเทลมักจะหมายถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเสมอ นั่นหมายความว่า สิ่งที่อินเทลพัฒนาวันนี้จะนำไปสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเสมอนั่นเอง" Conrad กล่าว
ตัวอย่างโฆษณาบนสิ่่งพิมพ์ อินเทลสื่่อสารกับผู้บริโภคด้วยรูปเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในห้องนอนสีชมพู พร้อมด้วยข้อความที่ว่า "your clean room" (ห้องสะอาดๆ ของคุณ) โดยวางติดกับภาพที่ดูตรงข้ามของวิศวกรที่อยู่ในชุดสีเงินและโรงงานผลิตชิปพร้อมด้วยข้อความว่า "our clean room" (ห้องสะอาดๆ ของเรา) สำหรับข้อความเล็กๆ บนพื้นสีน้ำเงินที่อยู่ด้านล่างจะอธิบายว่า ทำไมศูนย์กลางการผลิตของบริษัทถึงต้องมีความสะอาดมากกว่า 10,000 เท่าของห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล "ผู้บริโภคส่วนใหญจะรู้จักอินเทลในฐานะผู้ผลิตชิป แต่ความจริง บริษัทเป็นมากกว่านั้นมากนัก" Paul Venable ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการร่วมสร้างสรรค์งานจาก Venables Bell & Partners บริษัทเอเจนซี่ที่อยู่เบื้องหลังโฆษณาชุดนี้ "ยิ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับอินเทลมากเท่าไร ยิ่งทำให้เราตระหนักว่า มุมมองที่ผ่านมาของเราแคบยิ่งนัก บริษัทนี้กำลังสร้างอนาคตด้วยวิธีต่างๆ ที่ล้ำลึกยากหยั่งถึง แต่ที่น่าอายก็คือ ผู้บริโภคทั่วไปไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้"
ตัวอย่างโฆษณาสองชิ้นที่นำมาฝากกันในข่าวจะเห็นได้ว่า เป็นการเข้าถึงผู้บริโภคด้วยเรื่องราวที่มีสิสัน ดูง่ายไม่ซับซ้อน แต่แฝงด้วยพลังที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภค ซึ่งความหมายของสโลแกนใหม่ ยังอาจหมายถึง การแทรกซึมเข้าไปอยู่ในสิ่งต่างๆ รอบตัวของชีวิตผู้บริโภคในวันพรุ่งนี้อีกด้วย
Windows 7 กับช่องโหว่ที่ยังคงอยู่...
หลังจากที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกได้ดาวน์โหลด Windows 7 RC ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ใกล้สมบูรณ์ที่สุดของระบบปฏิบัติการรุ๋นใหม่ ล่าสุดได้มีรายงานข่าวออกมาว่า โอเอสตัวใหม่ยังคงคุณสมบัติการทำงานบางอย่างจาก Windows NT ที่มีช่องโหว่ ซึ่งเหล่าบรรดาแฮคเกอร์คุ้นเคยการใช้งานเป็นอย่างดี นั่นหมายความว่า ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดไปติดตั้งอาจตกอยู่ในความเสี่ยงจากการถูกโจมตีด้วยช่องโหว่ดังกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า Windows 7 RC ได้ละเลยการแก้ไขช่องโหว่ทางด้านระบบรักษความปลอดภัยใน Windows Explorer ซึ่งมีอยู่ในระบบปฏิบัติการ Windows NT โดย Windows Explorer ใน Windows 7 จะสามารถซ่อน(ไม่แสดง)นามสกุลที่ใช้ระบุชนิดของไฟล์ได้ จุดนี้เองที่ทำให้มันอาจเกิดปัญหาได้ เนื่องจากผู้เขียนไวรัสสามารถนำคุณสมบัตินี้ไปใช้ในการปลอมแปลงโค้ดอันตรายที่รันได้ให้ผู้ใช้เข้าใจผิดมองเห็นไฟล์เอกสาร
ตัวอย่างเช่น แฮคเกอร์สามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์ VIRUS.EXE ไปเป็น VIRUS.TXT.EXE หรือ VIRUS.JPG.EXE ซึ่ง Windows Explorer ใน Windows 7 จะไม่แสดง(ซ่อน)ส่วนที่เป็น .EXE ของชื่อไฟล์ ทำให้ผู้ใช้เผลอเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไฟล์เอกสาร หรือไฟล์ภาพ เนื่องจากระบบจะแสดงไอคอนเป็นไฟล์เอกสาร และไฟล์ภาพอีกด้วย ผลลัพธ์คือ ผู้ใช้ดับเบิ้ลคลิ้กด้วยความมั่นใจว่าปลอดภัย เพราะคิดว่ากำลังเปิดไฟล์เอกสาร แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการสั่งรันไวรัสต่างหาก
F-Secure บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยรายงานว่า Windows 7 RC ยังคงเปิดโอกาสให้แฮคเกอร์ใช้กลลวงนีได้ ดังภาพตัวอย่างที่แสดงไว้ในบล็อกของทางบริษัท ซึ่งบั๊กนี้น่าจะได้รับการแก้ไขในเวอร์ชันสมบูรณ์ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น หวังว่า จะไม่มีผู้โชคร้ายจากการู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียก่อนนะครับ
ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า Windows 7 RC ได้ละเลยการแก้ไขช่องโหว่ทางด้านระบบรักษความปลอดภัยใน Windows Explorer ซึ่งมีอยู่ในระบบปฏิบัติการ Windows NT โดย Windows Explorer ใน Windows 7 จะสามารถซ่อน(ไม่แสดง)นามสกุลที่ใช้ระบุชนิดของไฟล์ได้ จุดนี้เองที่ทำให้มันอาจเกิดปัญหาได้ เนื่องจากผู้เขียนไวรัสสามารถนำคุณสมบัตินี้ไปใช้ในการปลอมแปลงโค้ดอันตรายที่รันได้ให้ผู้ใช้เข้าใจผิดมองเห็นไฟล์เอกสาร
ตัวอย่างเช่น แฮคเกอร์สามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์ VIRUS.EXE ไปเป็น VIRUS.TXT.EXE หรือ VIRUS.JPG.EXE ซึ่ง Windows Explorer ใน Windows 7 จะไม่แสดง(ซ่อน)ส่วนที่เป็น .EXE ของชื่อไฟล์ ทำให้ผู้ใช้เผลอเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไฟล์เอกสาร หรือไฟล์ภาพ เนื่องจากระบบจะแสดงไอคอนเป็นไฟล์เอกสาร และไฟล์ภาพอีกด้วย ผลลัพธ์คือ ผู้ใช้ดับเบิ้ลคลิ้กด้วยความมั่นใจว่าปลอดภัย เพราะคิดว่ากำลังเปิดไฟล์เอกสาร แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการสั่งรันไวรัสต่างหาก
F-Secure บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยรายงานว่า Windows 7 RC ยังคงเปิดโอกาสให้แฮคเกอร์ใช้กลลวงนีได้ ดังภาพตัวอย่างที่แสดงไว้ในบล็อกของทางบริษัท ซึ่งบั๊กนี้น่าจะได้รับการแก้ไขในเวอร์ชันสมบูรณ์ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น หวังว่า จะไม่มีผู้โชคร้ายจากการู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียก่อนนะครับ
Conficker หมดฤทธิ์แล้ว?
ขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไข้หวัดหมู (swine flu) บนโลกอินเทอร์เน็ตก็ํต้องพบกับไวรัสชื่อเดียวกันนี้ที่แฝงตัวไปกับอีเมล์หลอก และทำท่าจะไม่จบแค่นี้ เพราะดูเหมือนจะมีการขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับไวรัสทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีไวรัสใหม่ๆ เกิดขึ้นมา แต่ก็อย่าลืมเพื่อนเก่าที่หลายคนคิดว่า มันหมดฤทธิ์ไปแล้วอย่าง Conficker เนื่องจากมันยังแฝงตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ทั่วโลกนับล้านเครื่อง เพียงแต่รอวันทำการครั้งต่อไป หลังจากเพิ่งเปลี่ยนเครื่องคอมพ์ที่ตกเป็นเหยื่อให้กลายเป็นเซิร์ฟเวอร์ส่งสแปมไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจการทำงานของ Conficker ล่าสุดทาง Symantec ได้ทำคลิปอธิบายการทำงานออกมาให้ได้ดูกัน ส่วนจะช่วยให้คุณผู้อ่านเข้าใจแค่ไหน คงต้องลองดูนะครับ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีไวรัสใหม่ๆ เกิดขึ้นมา แต่ก็อย่าลืมเพื่อนเก่าที่หลายคนคิดว่า มันหมดฤทธิ์ไปแล้วอย่าง Conficker เนื่องจากมันยังแฝงตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ทั่วโลกนับล้านเครื่อง เพียงแต่รอวันทำการครั้งต่อไป หลังจากเพิ่งเปลี่ยนเครื่องคอมพ์ที่ตกเป็นเหยื่อให้กลายเป็นเซิร์ฟเวอร์ส่งสแปมไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจการทำงานของ Conficker ล่าสุดทาง Symantec ได้ทำคลิปอธิบายการทำงานออกมาให้ได้ดูกัน ส่วนจะช่วยให้คุณผู้อ่านเข้าใจแค่ไหน คงต้องลองดูนะครับ
โน้ตบุ๊กบางจริง...แต่เร้าใจผู้บริโภค?
และแล้วโน้ตบุ๊กบางเบาก็เริ่มทะยอยเข้าสู่ตลาด หลังจากที่่ก่อนหน้านี้ปล่อยให้เน็ตบุ๊กวาดลวดลายเสียจนผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสินค้าทดแทนโน้ตบุ๊ก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว MSI ได้ปล่อยโน้ตบุ๊กบางเบาที่ใช้แพลตฟอร์ม CULV (Consumer Ultra Low Voltage) ของอินเทลไปแล้ว ล่าสุด Acer ได้เริ่มวางตลาดโน้ตบุ๊กที่ใช้แพลตฟอร์มนี้แล้วด้วยเหมือนกัน
Acer Timeline 3810T เป็นโน้ตบุ๊กรุ่นแรกของทางบริษัทที่ใช้แพลตฟอร์ม CULV ซึ่งทำให้สามารถออกแบบโน้ตบุ๊กมีความบางเบาเป็นพิเศษ โดยใช้พลังงานต่ำทำงานได้นานขึ้น สำหรับรุ่นนี้จะมีขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว โพรเซสเซอร์เป็น Intel Core 2 Solo SU3500 พร้อมชิปเซต GS45 ฮาร์ดดิสก์ 320GB ระบบปฏิบัติการ Windows Vista Basic สนนราคาอยู่ที่ 810 เหรียญฯ หรือประมาณ 30,000 บาท
นอกจากรุ่นที่มีขนาดจอ 13.3 นิ้วแล้ว ทางบริษัทยังมีให้เลือกอีกสองรุ่น ซึ่งมีขนาด 14 และ 15.6 นิ้วอีกด้วย รายงานข่าวในเบื้องต้นไม่เพียงแต่ MSI และ Acer แล้ว ทางด้าน Asus ยังได้เตรียมออกโน้ตบุ๊ก U และ UX-sereies ที่ใช้แพลตฟอร์ม CULV อีกด้วยเช่นกัน ได้แก่ U20A ขนาด 12.1 นิ้ว (1.75 กิโลกรัม) UX30 ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว (1.6 กิโลกรัม) และ UX50V ขนาดหน้าจอ 15.5 นิ้ว (2.6 กิโลกรัม) ในส่วนของข้อมูลราคายังไม่มีการเปิดเผยออกมา สำหรับประเด็นที่ต้องชี้แจงความชัดเจนสำหรับผู้สนใจเลือกซื้อโน้ตบุ๊กบางเบาที่ใช้แพลตฟอร์ม CULV ก็คือ มันเหมาะกับการใช้งานทั่วไปมากกว่างานที่ต้องการการประมวลผลสูงๆ โดยเฉพาะพวกกราฟิก ซึ่งแนะนำให้เลือกโน้ตบุ๊กที่ใช้ซีพียูเป็น Core 2 Duo มากกว่า
Acer Timeline 3810T เป็นโน้ตบุ๊กรุ่นแรกของทางบริษัทที่ใช้แพลตฟอร์ม CULV ซึ่งทำให้สามารถออกแบบโน้ตบุ๊กมีความบางเบาเป็นพิเศษ โดยใช้พลังงานต่ำทำงานได้นานขึ้น สำหรับรุ่นนี้จะมีขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว โพรเซสเซอร์เป็น Intel Core 2 Solo SU3500 พร้อมชิปเซต GS45 ฮาร์ดดิสก์ 320GB ระบบปฏิบัติการ Windows Vista Basic สนนราคาอยู่ที่ 810 เหรียญฯ หรือประมาณ 30,000 บาท
นอกจากรุ่นที่มีขนาดจอ 13.3 นิ้วแล้ว ทางบริษัทยังมีให้เลือกอีกสองรุ่น ซึ่งมีขนาด 14 และ 15.6 นิ้วอีกด้วย รายงานข่าวในเบื้องต้นไม่เพียงแต่ MSI และ Acer แล้ว ทางด้าน Asus ยังได้เตรียมออกโน้ตบุ๊ก U และ UX-sereies ที่ใช้แพลตฟอร์ม CULV อีกด้วยเช่นกัน ได้แก่ U20A ขนาด 12.1 นิ้ว (1.75 กิโลกรัม) UX30 ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว (1.6 กิโลกรัม) และ UX50V ขนาดหน้าจอ 15.5 นิ้ว (2.6 กิโลกรัม) ในส่วนของข้อมูลราคายังไม่มีการเปิดเผยออกมา สำหรับประเด็นที่ต้องชี้แจงความชัดเจนสำหรับผู้สนใจเลือกซื้อโน้ตบุ๊กบางเบาที่ใช้แพลตฟอร์ม CULV ก็คือ มันเหมาะกับการใช้งานทั่วไปมากกว่างานที่ต้องการการประมวลผลสูงๆ โดยเฉพาะพวกกราฟิก ซึ่งแนะนำให้เลือกโน้ตบุ๊กที่ใช้ซีพียูเป็น Core 2 Duo มากกว่า
70% เจ้าของ Kindle อายุ 40 ปีขึ้นไป
ข่าวคราวเกี่ยวกับเครื่องอ่านอีบุ๊กอันดับหนึ่งอย่าง Kindle ยังคงมีให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การประกาศกร้าวถึงยอดจำหน่ายของ Kindle 2 ที่คาดว่า จนถึงสิ้นปีจะทะลุล้านเครื่อง ล่าสุดมีรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถิติอายุของเจ้าของเครื่องอ่านอีบุ๊กยอดฮิตของวันนี้
จากผลการสำรวจอายุของเจ้าของเครื่องอ่านอีบุ๊ก Kindle ที่ได้จากการติดตามข้อความที่โพสต์คุยกันใน Amazon ประมาณ 700 ประเด็น สามารถแยกแยะเปอร์เซ็นต์ของแต่ละช่วงวัยของเจ้าของ Kindle ได้ดังนี้
0 - 19: 5%
20 - 29: 10%
30 - 39: 15%
40 - 49: 19.5%
50 - 59: 23%
60 - 69: 19.5%
70 - 79: 6%
80+: 2%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้อาจจะไม่มีความถูกต้องตามหลักของการทำโพลล์สำรวจเพื่อเก็บสถิติ แต่มันก็ได้ให้ข้อมูลประชากรศาสตร์ของผู้ใช้คินเดิ้ลที่น่าสนใจ และมีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร โดยมันได้บอกให้เราทราบว่า ประมาณ 70% ของเจ้าของคินเดิ้ลจะมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุหันมาซื้อคินเดิ้ล(และคินเดิ้ลทู)ก็เนื่องจากว่า เครื่องอ่านอีบุ๊กใช้งานสะดวกกว่าหนังสือปกติ แถมมันยังช่วยเพิ่มขนาดตัวอักษรได้อีกด้วย ในกรณีที่ผู้อ่านมีปัญหามองตัวอักษรขนาดเล็กในหน้าหนังสือเล่มได้ไม่ชัด
แอมะซอนยังต้องเจอแรงต้านจากสำนักพิมพ์ที่คิดว่า ยอดขายอีบุ๊กจะส่งผลกระทบต่อยอดขายหนังสือเล่ม อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนของความคิดเห็นจากผู้ใช้ที่เป็นผู้สูงอายุในบล็อก Marginal Revolution ระบุว่า วันนี้พวกเขาสามารถอ่านหนังสือได้มากขึ้น เพราะ Kindle นั่นหมายความว่า Kindle จะช่วยให้เกิดการซื้อหนังสือ(ในรูปของอีบุ๊ก)ของทางสำนักพิมพ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น(จากเดิมที่คนกลุ่มนี้เลิกอ่านไปเพราะข้อจำกัดเรื่องสายตา)มากกว่ากินตลาดหนังสือเล่มที่พิมพ์ออกมา
จากผลการสำรวจอายุของเจ้าของเครื่องอ่านอีบุ๊ก Kindle ที่ได้จากการติดตามข้อความที่โพสต์คุยกันใน Amazon ประมาณ 700 ประเด็น สามารถแยกแยะเปอร์เซ็นต์ของแต่ละช่วงวัยของเจ้าของ Kindle ได้ดังนี้
0 - 19: 5%
20 - 29: 10%
30 - 39: 15%
40 - 49: 19.5%
50 - 59: 23%
60 - 69: 19.5%
70 - 79: 6%
80+: 2%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้อาจจะไม่มีความถูกต้องตามหลักของการทำโพลล์สำรวจเพื่อเก็บสถิติ แต่มันก็ได้ให้ข้อมูลประชากรศาสตร์ของผู้ใช้คินเดิ้ลที่น่าสนใจ และมีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร โดยมันได้บอกให้เราทราบว่า ประมาณ 70% ของเจ้าของคินเดิ้ลจะมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุหันมาซื้อคินเดิ้ล(และคินเดิ้ลทู)ก็เนื่องจากว่า เครื่องอ่านอีบุ๊กใช้งานสะดวกกว่าหนังสือปกติ แถมมันยังช่วยเพิ่มขนาดตัวอักษรได้อีกด้วย ในกรณีที่ผู้อ่านมีปัญหามองตัวอักษรขนาดเล็กในหน้าหนังสือเล่มได้ไม่ชัด
แอมะซอนยังต้องเจอแรงต้านจากสำนักพิมพ์ที่คิดว่า ยอดขายอีบุ๊กจะส่งผลกระทบต่อยอดขายหนังสือเล่ม อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนของความคิดเห็นจากผู้ใช้ที่เป็นผู้สูงอายุในบล็อก Marginal Revolution ระบุว่า วันนี้พวกเขาสามารถอ่านหนังสือได้มากขึ้น เพราะ Kindle นั่นหมายความว่า Kindle จะช่วยให้เกิดการซื้อหนังสือ(ในรูปของอีบุ๊ก)ของทางสำนักพิมพ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น(จากเดิมที่คนกลุ่มนี้เลิกอ่านไปเพราะข้อจำกัดเรื่องสายตา)มากกว่ากินตลาดหนังสือเล่มที่พิมพ์ออกมา
ซื้อโน้ตบุ๊ก"มือสอง"ระวังโดนแบบนี้
สำหรับใครที่เป็นแฟนรายการ "รู้ทัน 18 มงกุฎ" หรือ The Real Hustle ที่ตีแผ่กลโกงของเหล่านักต้มตุ๋นทั้งหลาย ไม่ควรพลาดตอนล่าสุด ซึ่งได้มีการนำมาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตโดยใช้ชื่อตอนว่า The Laptop Illusion (แลปทอป-ลวงตา) ฟังดูเหมือนเรื่องมายากล แต่มันเป็นการเตือนนักชอปมือสองให้ระวังจะโดนหลอกแบบระยะประชิด โดยเฉพาะตอนแลกเปลี่ยนระหว่างของกับเงิน
หลายคนที่มีประสบการณ์ชอปออนไลน์ มักจะแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ว่า มันได้ของถูกกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นของมือสองที่ผู้ขายโพสต์สิ่งของที่ต้องการขายบนเน็ต (c-to-c) พร้อมทั้งให้อีเมล์ และเบอร์ติดต่อ เพื่อนัดแนะกับผู้ซื้อสำหรับเวลาและสถานที่ในการแลกของ ซึ่ง The Real Hustle ในตอนนี้ นักต้มตุ๋นสาวเธอประกาศขายแลปทอปในราคา 50% (จาก 1,000 เหรียญฯ เหลือ 500 เหรียญฯ) โดยนัดกับเหยื่อให้มารับของที่้ร้านเครืองดื่มเล็กๆ
เมื่อเหยื่อมาถึง เธอก็จะแกล้งทำเป็นเปิดเครื่องให้ดูว่า อยู่ในสภาพใหม่และทำงานได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งให้เหยื่อตรวจสอบด้วย เพื่อหลอกให้เกิดความมั่นใจ และรู้สึกคุ้มค่ากับราคาจนไม่ทันระวังตัว หลังจากนั้นเธอจะเก็บเครื่องเข้ากระเป๋าใส่อย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งนำมันไปใส่ในถุงใบใหญ่อีกใบหนึ่งที่อยู่ข้างตัว ในขณะเดียวกันก็เร่งรัดการตัดสินใจด้วยการที่ว่า เธอมีธุระต้องรีบไป พอเหยื่อตกลงก็ถือโอกาสหยิบกระเป๋าโน้ตบุ๊กออกจากถุงใบใหญ่ โดยสลับเปลียนเป็นกระเป๋าแบบเดียวกัน ซึ่งภายในมีแต่ไม้ ไม่ใช่โน้ตบุ๊ก และก่อนที่เหยื่อจะเปิดดูอีกครั้ง เธอก็จะขอจับมือ เพื่อแสดงความคุณ และเผ่นแนบออกไปจากร้านทันที เหตุการณ์โดยละเอียดจะเป็นอย่างไร ลองชมจากคลิปดีกว่าครับ ยังไงก็ถ้าคุณมีความจำเป็นต้องซื้อของมือสองในลักษณะนี้ กรุณาตรวจสอบการใช้งานของอุปกรณ์ในขั้นแรก และตรวจสอบ (double check) อีกครั้ง ว่าของที่อยู่ในกล่อง หรือในซองเป็นของจริง...เพื่อจะได้ไม่หลงกลคนพวกนี้นะครับ ทางรายการยังระบุด้วยว่า ทีมงานสามารถหาเงินด้วยวิธีนี้วันละ 5,000 เหรียญฯ (ประมาณ 180,000 บาท) หรือ 10 รายต่อวัน...
หลายคนที่มีประสบการณ์ชอปออนไลน์ มักจะแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ว่า มันได้ของถูกกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นของมือสองที่ผู้ขายโพสต์สิ่งของที่ต้องการขายบนเน็ต (c-to-c) พร้อมทั้งให้อีเมล์ และเบอร์ติดต่อ เพื่อนัดแนะกับผู้ซื้อสำหรับเวลาและสถานที่ในการแลกของ ซึ่ง The Real Hustle ในตอนนี้ นักต้มตุ๋นสาวเธอประกาศขายแลปทอปในราคา 50% (จาก 1,000 เหรียญฯ เหลือ 500 เหรียญฯ) โดยนัดกับเหยื่อให้มารับของที่้ร้านเครืองดื่มเล็กๆ
เมื่อเหยื่อมาถึง เธอก็จะแกล้งทำเป็นเปิดเครื่องให้ดูว่า อยู่ในสภาพใหม่และทำงานได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งให้เหยื่อตรวจสอบด้วย เพื่อหลอกให้เกิดความมั่นใจ และรู้สึกคุ้มค่ากับราคาจนไม่ทันระวังตัว หลังจากนั้นเธอจะเก็บเครื่องเข้ากระเป๋าใส่อย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งนำมันไปใส่ในถุงใบใหญ่อีกใบหนึ่งที่อยู่ข้างตัว ในขณะเดียวกันก็เร่งรัดการตัดสินใจด้วยการที่ว่า เธอมีธุระต้องรีบไป พอเหยื่อตกลงก็ถือโอกาสหยิบกระเป๋าโน้ตบุ๊กออกจากถุงใบใหญ่ โดยสลับเปลียนเป็นกระเป๋าแบบเดียวกัน ซึ่งภายในมีแต่ไม้ ไม่ใช่โน้ตบุ๊ก และก่อนที่เหยื่อจะเปิดดูอีกครั้ง เธอก็จะขอจับมือ เพื่อแสดงความคุณ และเผ่นแนบออกไปจากร้านทันที เหตุการณ์โดยละเอียดจะเป็นอย่างไร ลองชมจากคลิปดีกว่าครับ ยังไงก็ถ้าคุณมีความจำเป็นต้องซื้อของมือสองในลักษณะนี้ กรุณาตรวจสอบการใช้งานของอุปกรณ์ในขั้นแรก และตรวจสอบ (double check) อีกครั้ง ว่าของที่อยู่ในกล่อง หรือในซองเป็นของจริง...เพื่อจะได้ไม่หลงกลคนพวกนี้นะครับ ทางรายการยังระบุด้วยว่า ทีมงานสามารถหาเงินด้วยวิธีนี้วันละ 5,000 เหรียญฯ (ประมาณ 180,000 บาท) หรือ 10 รายต่อวัน...
Fritz อุปกรณ์ IT ที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง !
สิ่งที่คุณอาจจะเคยเล่นกับความคิดของเครื่องพิมพ์แน่นอนแต่เพียงหนึ่งพอร์ต USB, ลงในเครือข่าย. หากมันเป็น Fritz! กล่องได้แล้วคุณสามารถทำการใช้นี้เกี่ยวกับการกวดวิชาเพื่อเครื่องพิมพ์ของคุณในอนาคตเครือข่าย. การจัดเตรียม ในการเพิ่มยูเอสบีเครื่องพิมพ์กับ Fritz! ช่องในเครือข่ายสามารถใช้เป็นสิ่งจำเป็นต่อไปนี้: เครื่องพิมพ์ที่มีพอร์ต USB การ Fritz! ช่องรุ่น 2110 หรือสูงกว่า สายเคเบิล USB ที่เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์กับ Fritz! ช่องเพื่อเชื่อมต่อ แผ่นซีดีที่ Fritz! ล้อมรอบกล่อง หากคุณมีสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด, เปิดเครื่องพิมพ์และ Fritz! ช่องและเชื่อมต่ออุปกรณ์สองร่วมกัน. สิ่งสำคัญคือคุณที่ Fritz! กล่องของพอร์ต USB. หากคุณได้ดำเนินการนี้ทั้งสองจะเปลี่ยนกลับอุปกรณ์และให้ในแถบที่อยู่ของเบราว์เซอร์ดังต่อไปนี้: fritz.box ดูเดี๋ยวนี้ที่โต๊ะในการเชื่อมต่อข้อมูลว่ายูเอสบีเครื่องพิมพ์เป็นที่รู้จักอย่างถูกต้อง. ตาม AVM ในขณะที่ 98% ของทั้งหมดเครื่องพิมพ์ระบุว่าบางเครื่องพิมพ์อาจเกิดขึ้นที่เหล่านี้ไม่พบ. ที่คุณในกรณีเช่นนี้การสนับสนุนที่ดีที่สุดที่ AVM. จำเป็นต้อง Gebt ของคุณเฟิร์มแวร์รุ่นเนื่องจากมีการหลายรุ่นเฟิร์มแวร์ซึ่งเครื่องพิมพ์ไปยังพอร์ต USB ของ Fritz! ช่องที่มีถูกจำกัด. ในกรณีดังกล่าวมักจะช่วยให้มีการปรับปรุงเฟิร์มแวร์.
อินเทอร์เน็ต: ข้อความข้อความที่ส่งผ่านทาง StudiVZ
เกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ StudiVZ ลงทะเบียนสมาชิกสามารถของพวกเขายังเพื่อนๆที่จะส่งข้อความสั้นๆ. สูงสุดความยาวของฟังก์ชัน "สุมทุมไฟ" ส่งข้อความคือ 140 ตัวอักษรและเพื่อเตือนความทรงจำของอเมริกันไมโคร-บล็อกบริการตัวสั่นด้วย ความตื่นเต้น. ในเดือนสิงหาคม 2008, สหรัฐอเมริกาดำเนินงานของเครือข่ายสังคม Facebook ในสหรัฐอเมริกาอ้างสิทธิของทรัพยขโมยยื่นต่อ StudiVZ; สิ้นเดือนเมษายน 2009 ตามร้องเรียนในเยอรมนี. ขณะนี้ StudiVZ ดังกล่าวเป็นตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นเหมือนคุณสมบัติหน้านี้ซึ่งอัศจรรย์ใจ จริง
สแปมส่งผ่าน hacked Facebook บัญชี
มฤจฉาชีพมีควบคุมบัญชีผู้ใช้หลายสมาชิกของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้รับรางวัล Facebook. โดย ausspioniert คนที่พวกเขาที่มีข้อมูลผู้ใช้และรหัสผ่านมา. เกี่ยวกับ hacked Facebook บัญชีที่ Cyber-มฤจฉาชีพเดี๋ยวนี้ส่งเสริมการขายอีเมลเรียกข้อความสแปมส่ง. . ตามนิตยสาร "CIO.com 'คือจากอีเมลในส่วนเพื่อโฆษณาใน" Viagra สไตล์ "- สำหรับบรรดาอำนาจ pills ผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันและได้รับการส่งเสริมบางครั้งที่จำนวนที่ส่งอีเมลขยะเกือบ. แต่ตอนนี้บางส่วนสับ Facebook ผู้ใช้ส่งอีเมลที่มีการเชื่อมโยงไปยังอินเทอร์เน็ตไซต์ที่อันตรายรหัส. เพียงโดยเข้าสู่เว็บไซต์นี้อาจจะไม่มีการป้องกันโดยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า "ขับโดยดาวน์โหลด" ซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ด้วยติดเชื้อ. ดาวน์โหลดนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหากคอมพิวเตอร์ไม่ได้โดยการรักษาความปลอดภัยของพวกเขาปัจจุบันโปรแกรมเพื่อป้องกันอันตราย. ในหลักการการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้เว็บเหตุผลไม่มีลิงก์ในอีเมลให้คลิกที่มาจากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก. การประกอบการของ Facebook ผู้ใช้มีสงสัยจากจดหมายขยะที่ถูกส่งนี้ถูกบล็อคและรหัสผ่านใหม่
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)